×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

ทำความรู้จัก DIF : กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล

6,859

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

World Economic Forum ระบุว่าข้อมูลบนโลกออนไลน์เติบโตถึง 400 ล้านเท่าในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์ว่าข้อมูลเหล่านี้จะมีปริมาณสูงถึงปีละ 44 ล้านล้านกิกะไบต์ในปี 2020 (มากกว่าปี 2013 ถึง 10 เท่า)

โดยหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลโลดแล่นอยู่บนโลกออนไลน์ และทำให้เราได้รับข่าวสารเหล่านี้อย่างรวดเร็วคือพัฒนาการของเทคโนโลยีซึ่งถูกคิดค้นและยกระดับให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งานนั่นเอง

 

ในฐานะนักลงทุน คงไม่ปฎิเสธโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคมได้ ซึ่งทางเลือกหลักที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยคือ การลงทุนในหุ้นของบริษัทด้านเทคโนโลยีการสื่อสารโดยตรง หรือการลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยี (ซึ่งปัจจุบันมีเพียงกองทุนรวมที่เน้นลงทุนหุ้นเทคโนโลยีในต่างประเทศ) ซึ่งนักลงทุนก็ต้องยอมรับความผันผวนของการลงทุนในกองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม (Sector Fund) ด้วยเช่นกัน

 

แต่เดี๋ยวก่อน! โอกาสของนักลงทุนไทยในเทคโนโลยีการสื่อสารยังไม่หมดแค่นี้ เพราะอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจะเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาโอกาสลงทุนในธุรกิจนี้ ในรูปแบบที่มีความผันผวนไม่สูงมากและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสม่ำเสมอ แถมยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี คือการลงทุนใน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF นั่นเอง

 

DIF” คืออะไร?

 

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF เป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมรายแรก และเป็นรายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีจุดเริ่มต้นจากการที่กลุ่มทรู ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ  ทำการขายและโอน หรือ ให้เช่าระยะยาวพร้อมสิทธิในการซื้อทรัพย์สินในอนาคต หรือ ให้สิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิที่เกิดจากทรัพย์สินให้กับ DIF โดยทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเหล่านี้ ได้แก่ เสาโทรคมนาคม สายใยแก้วนำแสง และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด เป็นผลให้กองทุนนี้มีสิทธิในการเรียกเก็บและรับรู้รายได้จากการปล่อยเช่าทรัพย์สินต่าง ๆ เหล่านี้

 

สิ่งที่นักลงทุนจะได้รับ: เมื่อนักลงทุนเข้าถือหน่วยลงทุนของ DIF ย่อมเป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนจากค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอ และอาจจะมีผลตอบแทนที่เติบโตขึ้นเมื่อมีผู้เช่ารายอื่นมาเช่าทรัพย์สินของกองทุนเพิ่มเติม

 

สิ่งที่กองทุนจะได้รับ: เมื่อ DIF ระดมทุนจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว กองทุนจะนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล หรือที่เรียกว่าไทยแลนด์ 4.0 นั่นเอง

 

DIF”


มั่นคง | ระยะยาว | ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล| ทรัพย์สินสามารถนำไปปล่อยเช่าให้ผู้เช่ารายอื่นได้เพิ่มขึ้น| ปันผลดี    

 

และนี่คือ 5 ความโดดเด่นของ DIF ที่นักลงทุนต้องรู้

 

1. มีแหล่งที่มาของรายได้ที่มั่นคง

รายได้หลักของ DIF มาจากค่าเช่าเสาโทรคมนาคม สายใยแก้วนำแสง และระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด รวมทั้งสิทธิในการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิจากสัญญาเช่าระยะยาว จากกลุ่มทรู ซึ่งเป็นผู้เช่าหลัก โดยเงินปันผลจะสามารถเติบโตต่อเนื่องในอนาคตในกรณีที่กองทุนมีผู้เช่ารายอื่นมาเช่าใช้ทรัพย์สินของกองทุน

 

2. โอกาสรับผลตอบแทนระยะยาว

เนื่องจาก DIF มีอายุสัญญาการให้เช่าทรัพย์สินต่าง ๆ คงเหลือค่อนข้างยาว โดยทรัพย์สินทั้งหมดของ DIF ภายหลังการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 จะมีระยะเวลาการเช่าคงเหลือเฉลี่ยประมาณ 21 ปี ทำให้นักลงทุนที่เป็นกังวลเรื่องความสม่ำเสมอของการรับผลตอบแทน มั่นใจได้ว่ามีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวจากการลงทุน (ตามภาพที่ 1)

 

3. ตอบโจทย์ยุคดิจิทัลรับอานิสงส์จากพฤติกรรมของผู้บริโภค

หากเรามองแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในอนาคตจะเห็นได้ว่า มีแนวโน้มการเติบโตในระดับสูง จากการที่ผู้ใช้บริการเปลี่ยนมาใช้ 4G-LTE เพิ่มขึ้น รวมถึงสมาร์ตโฟนมีราคาถูกลง โดย Analysys Mason ประเมินอัตราการเติบโตของผู้ใช้บริการ 4G-LTE ในประเทศไทยอยู่ที่ 25% ต่อปี และจะเพิ่มขึ้นถึง 76% ในปี 2022 จากการเข้าถึงสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้น

 

ในปี 2020 มีการคาดการณ์ตัวเลขของคนไทยที่เข้าถึงสมาร์ตโฟนสูงถึง 87% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2016 ที่มีเพียง 51% เท่านั้น จึงทำให้อัตราการใช้บริการข้อมูลอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย (ตามภาพที่ 2) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการลงทุนเพื่อขยายเครือข่ายโทรคมนาคมของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเชิงบวกต่อโอกาสทางธุรกิจของ DIF

 

4. ทรัพย์สินที่สามารถนำไปปล่อยเช่าให้ผู้เช่ารายอื่นได้เพิ่มขึ้น

หากมองลึกลงไปถึงโอกาสของ DIF เพิ่มเติม พบว่า หลังจากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 แล้ว กองทุนจะมีเสาโทรคมนาคมที่รองรับการใช้งานเพิ่มเติมสามารถให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมมาเช่าใช้อยู่ประมาณ 9,000 เสา เพิ่มจากก่อนลงทุนที่กองทุนมีเสาที่สามารถปล่อยเช่าได้อยู่ 6,350 เสา

สำหรับใยแก้วนำแสง ปริมาณความจุที่ปัจจุบันสามารถให้เช่าแก่ผู้เช่ารายอื่น หลังจากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 แล้ว จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 439,155 คอร์กิโลเมตร จาก 197,097 คอร์กิโลเมตร

 

5. สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ

การลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจะได้รับผลตอบแทน 2 ส่วนคือ

 

5.1) กำไรจากส่วนต่างราคา (capital gain)

โดยราคาหน่วยลงทุนของ DIF ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 10% ต่อปี (ตามภาพที่ 3)

 

5.2) ผลตอบแทนในส่วนเงินปันผล (dividend yield)

DIF จะนำกำไรสุทธิหลังปรับปรุงแล้วอย่างน้อยร้อยละ 90 มาจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน และสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าการลงทุนในหุ้น เงินฝาก และกองทุนรวมประเภทอื่น ๆ นั่นคือ ผู้ถือหน่วยลงทุนบุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ต้องเสียภาษีเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนไปจนถึงปี 2023 เลยทีเดียว (ตามภาพที่ 4)

ดังนั้น หากนักลงทุนคนไหนกำลังมองหาโอกาสทางการลงทุนที่ …

  • เกาะกระแสไปกับ Mega Trend ของโลก ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม
  • มีโอกาสเห็นการเติบโตของราคาและรับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งหากเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผลจนถึงปลายปี 2023 ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
  • การลงทุนที่มีความผันผวนต่ำ เมื่อเทียบกับการการลงทุนในหุ้น

 

“กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF” ถือเป็นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณ!

 

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีต ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยัน ถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  • การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวมิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน และผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลดังกล่าว

 

#WealthMeUp

Related Stories