×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

"หนี" เพื่อ "รวย"

1,487

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

ในบางเรื่อง “การหนี” อาจไม่ใช่หนทางที่ดี หรืออาจถึงขั้นล้มเหลว เพราะไม่คิดต่อสู้ แต่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในบางสถานการณ์นั้น กลยุทธ์ “ถอยดีกว่า” เป็นทางเลือกที่ทำให้มีชีวิต “รอด” ออกไปได้ และเมื่อถอยออกไปตั้งหลักได้ มีสติ สะสมเงินลงทุนใหม่ และเมื่อพร้อมก็ “รุก” เข้ามา และวันนั้นอาจจะทำให้ประสบความสำเร็จจากการลงทุน

 

ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนคงได้รับผลกำไรจากตลาดหุ้นไทยไปไม่มากก็น้อย เพราะตราบใดที่ตลาดหุ้นยังเป็นยุคกระทิง การวางกลยุทธ์ไม่ได้ยากเย็นก็หยิบกำไรเข้ากระเป๋า

 

แต่หลังจากดัชนีหุ้นไทยเริ่มปรับลดลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนที่ไม่สามารถวางกลยุทธ์ให้เข้าสถานการณ์ หรือยังมั่นใจว่าอีกไม่กี่วันตลาดจะปรับขึ้นไปได้คงต้องแบกรับผลขาดทุน ขณะที่นักลงทุนอีกกลุ่มสามารถรักษาเนื้อรักษาตัว หรือสามารถรับผลกำไรเข้ากระเป๋าก่อนที่ตลาดหุ้นจะร่วงหนัก

 

นักลงทุนกลุ่มนี้ใช้กลยุทธ์แสนง่ายดาย นั่นคือ หนี

 

และนี่คือเทคนิคการ “หนี” เพื่อเอาตัวรอด ก่อนจะกลับมาทำเงินในตลาดหุ้นอีกครั้ง

 

1.หนีความโลภ

ข้อผิดพลาดสำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้น หนีไม่พ้น “ความโลภ” โดยเฉพาะช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น

 

เมื่อลงทุนแล้วได้กำไรต่อเนื่องอาจทำให้เกิดความฮึกเหิมจนขาดสติ เช่น เข้าซื้อหุ้น ABC ราคา 20 บาท เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากนั้นตลาดปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นตัวนี้ก็ขยับตามไปซื้อขายที่ 26 บาท ก็ตัดสินใจขาย จากนั้นก็นำเงินไปซื้อหุ้น XYZ ที่ราคา 15 บาท และดัชนีหุ้นไทยก็ปรับขึ้นต่อเนื่อง และราคาหุ้น XYZ ก็วิ่งไปแตะ 19 บาทก็ขายทำกำไร แล้วก็นำเงินไปซื้อหุ้นตัวใหม่

 

เมื่อดัชนีหุ้นไทยแตะ 1,800 จุด บวกกับการประเมินภาวะตลาดในเชิงบวก ยิ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าตลาดจะยังคงเป็นขาขึ้นไปอีกนาน จึงตัดสินใจทุ่มเงินลงทุนกับตลาดหุ้นแบบหมดหน้าตัก เพราะมีเป้าหมายที่ 1,900 จุด

 

การลงทุนโดยใช้อารมณ์ในการตัดสินใจย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดได้ตลอดเวลา เพราะหมายถึงการมองตลาดเพียงมุมเดียว โดยไม่สนใจเรื่องความเสี่ยง ดังนั้นเมื่อตลาดหุ้นกลับทิศ ปรับลดลงอย่างรวดเร็วจึงไม่สามารถหนีได้ทัน เพราะเชื่อว่าวันพรุ่งนี้ตลาดก็จะปรับขึ้นได้

 

หากต้องการมีชีวิตรอดจากสภาวะตลาดขาลงต้องใช้สติในการซื้อขาย ด้วยการขายหุ้นที่ราคาอยู่ระดับสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพราะหากตลาดเป็นขาลง หุ้นราคาแพงๆ มีโอกาสสูงที่จะปรับลงอย่างรวดเร็ว

 

2.หนีข่าวลือ

เวลาจะซื้อลอตเตอรี่สักใบ ไม่ต้องคิดอะไรมาก อาจจะซื้อตามตัวเลขจากความฝัน เลขจากสำนักใบ้หวยชื่อดังตามหน้า Facebook ก็ได้ เพราะโอกาสถูกหวยงวดนั้น แทบจะเป็นศูนย์

 

แต่ในโลกการลงทุน ก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นสักตัวต้องคิดแล้วคิดอีก อ่านบทวิเคราะห์ ศึกษาหาข้อมูล ดูข่าวสาร ถามนักวิเคราะห์ ถามมาร์เก็ตติ้ง ฟังขาใหญ่ ดูการไหลเข้าไหลออกของเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ดูอารมณ์ตลาด จับตาสถานการณ์การเมือง ฟังว่า Donald Trump จะทวีตอะไร วางกลยุทธ์ให้แม่นยำ และอื่นๆ อีกร้อยแปด

 

ดังนั้น ใครที่คิดว่าลงทุนในหุ้นก็แค่เดากับรอโชค รอดวงอาจต้องพบกับความผิดหวัง โดยเฉพาะช่วงตลาดขาลง ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังกับข้อมูลข่าวสาร หากไม่แน่ใจว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นจริงหรือเท็จ ก็ต้องหยุดคิดและวิเคราะห์ให้ละเอียดรอบคอบ ที่สำคัญยุคนี้มีข้อมูลไหลเข้ามาตลอดเวลาและทุกช่องทางจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างเต็มที่

 

3.หนีร้อน พึ่งเย็น

ปฏิเสธไมได้ว่า ช่วงตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น หุ้นที่ได้รับความนิยมของนักลงทุนรายย่อยก็คือ หุ้นเก็งกำไร ยิ่งหุ้นเก็งกำไรที่มีราคาต่ำๆ ยิ่งมีการซื้อขายในแต่ละวันหนาแน่นคึกคัก เล่นกันหลายๆ รอบ กำไรนิดๆ หน่อยๆ ก็พอใจ

 

หากตลาดหุ้นยังคงเป็นขาขึ้น คงไม่มีอะไรให้น่าเป็นกังวล แต่เมื่อไหร่ที่ตลาดเป็นขาลงและลงอย่างรวดเร็ว จะสังเกตเห็นว่านักลงทุนที่เน้นซื้อขายหุ้นเก็งกำไร ไม่ดูปัจจัยพื้นฐาน เริ่มได้รับบาดเจ็บและขาดทุน เพราะออกไม่ทัน สุดท้ายก็ติดดอย

 

วิธีการเอาตัวรอดก็คือ ขายหุ้นเหล่านั้นออกให้หมด แล้วหันมามองหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือเน้นหุ้นคุณค่า เพราะถึงหุ้นเหล่านี้จะได้รับผลกระทบจากราคาหุ้นปรับลดลงตามตลาดโดยรวม แต่อย่างน้อยๆ ก็มีเงินปันผลเป็นเบาะรองรับ

 

4.หนีความฮึกเหิม

การลงทุนในตลาดหุ้น บางครั้งกลัวบ้างก็ดี อย่าลุยไปข้างหน้าโดยไม่แตะเบรก พูดง่ายๆ ในช่วงตลาดเป็นกระทิงก็เน้นการรุก แต่เมื่อตลาดแปลงร่างเป็นหมีก็เน้นการรับ ซึ่งเทคนิคที่ดีก็คือ หากเห็นท่าไม่ดีก็ขายตัดขาดทุน หรือ Stop Loss เพราะถ้าไม่ขายวันนี้อาจจะไม่เหลืออะไรเลย และอาจจะต้องถือหุ้นยาวนานเป็นปีๆ เพื่อรอตลาดเป็นขาขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้หมายถึง ความมีวินัยด้านการลงทุนนั่นเอง

 

5.หนีตลาด

ตลาดหุ้นไม่หนีหายไปไหน ตลาดหุ้นยังเปิดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายไปอีกนานหลายปี ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าไปซื้อขายทุกวัน เพราะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ซื้อขายทุกวัน ตรงกันข้ามนักลงทุนที่ไม่มีกลยุทธ์ที่ดีพอและผิดพลาดบ่อยๆ

 

ดังนั้น หากไม่แน่ใจ ไม่พร้อม หรือไม่สามารถประเมินการลงทุนของตัวเองได้ ควรขายหุ้นแล้วถือเงินสด เพราะข้อดีก็คือ นักลงทุนมีเงินสด และเมื่อไหร่ที่ตลาดหุ้นกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งก็จะมีเงินเข้าไปซื้อหุ้นที่ดีในราคาถูก และวิธีการนี้ถือเป็นการป้องกันและปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์อีกด้วย

 

 

#WealthMeUp

Related Stories