×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

ได้เวลาเก็บหุ้นดี ราคาน่าซื้อ

3,513

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

จากดัชนีหุ้นไทยซื้อขายเหนือ 1,800 จุด อีกไม่กี่เดือนถัดมาหลุด 1,600 จุด และมีแนวโน้มว่ากว่าจะไต่ระดับขึ้นไปสู่จุดเดิมอาจต้องใช้เวลา เพราะต้องรอข่าวดีเข้ามาสนับสนุนทุกทาง สถานการณ์แบบนี้ส่งผลให้นักลงทุนบาดเจ็บและติดดอยไปตามๆ กัน ส่วนใครที่ไหวตัวทันขายทำกำไรทัน ตอนนี้ก็ใช้กลยุทธ์เฝ้ารอ (Wait & See) ด้วยการถือเงินสดเพื่อรอจังหวะเข้ามาอีกรอบ

 

“ท่ามกลางวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ” ประโยคนี้ใช้ได้ดีกับนักลงทุนที่มีเงินเต็มหน้าตักมองหาหุ้นที่ดี ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง อนาคตการทำธุรกิจสดใส โดยรอจังหวะเข้าซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นเหล่านี้ปรับลดลงตามสภาวะตลาดโดยรวม

 

หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 นักลงทุนเริ่มมองหาหุ้นที่มีความปลอดภัยสูงเก็บไว้ในพอร์ต หนึ่งในนั้นก็คือ หุ้นคุณค่า ซึ่งผู้ที่โด่งดังมากกับสไตล์การลงทุนแบบนี้คือ Warren Buffett วิธีการของเขาคือ มองหาหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลการดำเนินงานเติบโตดี การดำเนินธุรกิจมีความมั่นคง รายได้ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ มีความสามารถในการทำกำไรดีและสม่ำเสมอ มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในกลุ่มเดียวกัน

 

หุ้นคุณค่า เป็นอย่างไร?

ลักษณะสำคัญของหุ้นประเภทนี้ ดูได้จากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับที่สูง อัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E Ratio) อยู่ในระดับต่ำ อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV Ratio) อยู่ในระดับที่ต่ำ ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับสูง และหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ต่ำ

 

ถ้าหุ้นตัวไหนมีอัตราปันผลตอบแทนสูงก็สามารถลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นได้ ยกตัวอย่าง หุ้น A จ่ายเงินปันผล 2.50 บาท (คำนวณวันที่ 1 มกราคม 2561) ราคาหุ้นปิดที่ 50 บาท จะมีอัตราปันผลตอบแทน 5.00% ส่วนหุ้น B จ่ายเงินปันผล 2.50 บาท (คำนวณวันที่ 1 มกราคม 2561) ราคาหุ้นปิดที่ 70 บาท จะมีอัตราปันผลตอบแทน 3.57%

 

หมายความว่า ถึงแม้หุ้นทั้งสองจะมีเงินปันผลเท่ากัน คือ 2.50 บาทต่อหุ้น แต่หุ้น A ให้อัตราปันผลตอบแทนสูงกว่าหุ้น B เพราะมีราคาหุ้นต่ำกว่า นั่นคือ ถ้าซื้อหุ้น A ราคา 50 บาท และจ่ายเงินปันผล 2.50 บาทต่อหุ้นเท่าเดิม จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.00% ต่อปี

 

มาถึงอัตราส่วนทางการเงินที่บอกถึงความถูกแพงของหุ้น ก็คือ P/E Ratio เป็นการนำราคา (Price) หารด้วยกำไรต่อหุ้น (Earning) ผลลัพธ์ออกมาจะแสดงค่าเป็นเท่า ประโยชน์คือ ใช้วัดความเสี่ยงในการลงทุนหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง

 

ถ้า P/E Ratio ต่ำ หมายถึงหุ้นตัวนั้นยังมีราคาถูก เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร ตรงกันข้ามถ้า P/E Ratio สูง หมายความว่าเป็นหุ้นที่มีราคาสูง เมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร

 

ในช่วงตลาดโดยรวมปรับลดลง ราคาหุ้นที่ดีๆ ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง หมายความว่าเมื่อตัว P ลดลง แต่ตัว E ยังเหมือนเดิม ทำให้ P/E Ratio ต่ำลง ดังนั้น ในช่วงที่ตลาดปรับลดลงเป็นช่วงที่ถูกมากๆ จึงเป็นโอกาสของนักลงทุนระยะยาวเน้นหุ้นคุณค่าในการเข้าซื้อ

 

เมื่อได้หุ้นที่ P/E Ratio ต่ำ แล้ว จะการันตีความปลอดภัยขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือ P/BV Ratio ควรอยู่ในระดับที่ต่ำ เพราะจะแสดงถึงจำนวนเท่าของราคาตลาดของหุ้นนั้นๆ ต่อมูลค่าทางบัญชีของบริษัทต่อหุ้น และเป็นตัวชี้วัดว่าเมื่อซื้อหุ้นนั้นๆ ในราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น ยิ่งซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากเท่าไหร่ คือ หุ้นที่มี P/BV Ratio ต่ำๆ แสดงว่าซื้อได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากเท่านั้น

 

และที่ขาดไม่ได้ในการเลือกหุ้นที่น่าลงทุนก็คือ เลือกธุรกิจที่มีความสามารถในการทำกำไรมากกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดย ROE จะบอกแนวโน้มการทำกำไรจากสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถ้า ROE สูง หมายถึงบริษัทมีการทำกำไรที่ดีและมีโอกาสจ่ายเงินปันผลหรือราคาหุ้นสามารถขยับขึ้นไปได้

 

และนี่คือหุ้น 4 ตัวที่น่าลงทุนที่เข้าข่ายหุ้นดี ราคาถูก

หมายเหตุ เรียงตามลำดับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงสุด, P/E Ratio ต่ำกว่า 10 เท่า, P/BV Ratio ต่ำกว่า 1 เท่า

 

#WealthMeUp

Related Stories