×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

LTF ใครควรซื้อ

3,037

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

หลายคนคนยังไม่เคยซื้อ LTF อาจเพราะยังเคยชินกับทางเลือกเงินฝากอยู่ แต่หากมีโอกาสแบ่งเงินบางส่วนไปซื้อบ้าง เชื่อว่าจะเห็นประโยชน์ไม่น้อยเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ควรซื้อ LTF เพราะผู้ที่เหมาะกับการซื้อ LTF นั้น  ควรเป็นคนที่

 

ต้องเสียภาษี

เช่น เงินเดือนมากกว่า 26,000 บาท หรือมีรายได้จากค่าเช่าบ้าน/คอนโดมากกว่าเดือนละ 25,000 บาท หรือคุณหมอที่มีรายได้จากวิชาชีพมากกว่าเดือนละ 44,000 บาท ที่เมื่อคำนวณโดยใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาสำหรับรายได้ประเภท 40(1) 40(5) และ 40(6) ตามลำดับแล้ว จะถึงเกณฑ์ที่เริ่มต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนจะเสียภาษีในจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับรายได้อื่นๆ รวมถึงค่าลดหย่อนของแต่ละคน

 

มีเงินฝากในบัญชีมากกว่า 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

ซึ่งถือว่ามีเงินสำรองเผื่อไว้กรณีฉุกเฉินในจำนวนที่เพียงพอแล้ว เงินส่วนที่เกินจากนี้สามารถนำไปลงทุนระยะยาวเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ซึ่ง LTF เป็นทางเลือกหนึ่งที่นอกจากเป็นการลงทุนแล้ว ยังช่วยลดภาระภาษีได้อีกด้วย

 

เก็บเงินเพิ่มได้ทุกเดือน

ยิ่งถ้าใช้บริการหักเงินฝากไปลงทุน LTF อัตโนมัติทุกเดือน นอกจากเป็นการสะสมเงินอย่างมีวินัยเพื่อเป้าหมายในอนาคตแล้ว ยังเป็นการควบคุมต้นทุนของเงินลงทุนในแต่ละปีให้อยู่ในระดับที่ไม่แพงจนเกินไป ตามหลักการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ Dollar Cost Averaging (DCA) อีกด้วย

 

นานๆ ครั้งถึงอัพเดตมูลค่าเงินลงทุน

เพราะ LTF เป็นกองทุนประเภทหนึ่งที่เน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ดังนั้นการที่เงินลงทุนขาดทุนบ้างจึงเป็นเรื่องปกติ หากคนที่เคยชินกับการฝากเงินต้องประสบกับการขาดทุนดังกล่าว อาจไม่สบายใจจนถึงขั้นกลัวการลงทุนก็เป็นได้ แต่หากศึกษาให้ดีแล้วจะพบว่าที่ผ่านมาการลงทุนระยะยาว 57 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนจะน้อยลงและผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมักสูงกว่าการฝากเงินหลายเท่าตัว

 

อย่างไรก็ตาม แม้กองทุน LTF มีประโยชน์หลายด้าน แต่มีสิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะนอกจากเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงและโอกาสขาดทุนสูงแล้ว ยังมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามด้วย

 

เช่น (1) ไม่ควรซื้อเกินสิทธิเพราะส่วนที่เกินสิทธินอกจากลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว กำไรที่เกิดขึ้นยังต้องนำไปยื่นภาษีด้วย (2) ในแต่ละปีซื้อได้ไม่เกิน 15%ของเงินได้พึงประเมินที่เสียภาษี และต้องไม่เกิน 5 แสนบาท และ (3) เมื่อซื้อแล้วต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 7 ปีปฏิทิน เช่น หน่วยลงทุนที่ซื้อในปี 2561 สามารถขายคืนได้ตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นไป โดยอาจกำไรหรือขาดทุนก็ได้ ขึ้นอยู่กับมูลค่าหน่วยลงทุนขณะนั้น ดังนั้นการศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขของกองทุน LTF ให้รอบก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้

#WealthMeUp

Related Stories