×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

วิกฤตพลังงานกดดันรอบด้าน ทางรอดไทย อยู่ตรงไหน?

58

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบนี้ กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก 

 

คำถามสำคัญคือทางรอดของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ประชาชนอย่างเราควรเตรียมรับมืออย่างไร โดยเฉพาะท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กดดันรอบด้าน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ แตกต่างจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งก่อนๆ เพราะกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางพลังงานที่มีปริมาณน้ำมันไหลผ่านประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งโลกมีการผลิตและใช้น้ำมันต่อวันประมาณ 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่า 1 ใน 5 หยุดชะงัก ดังนั้นจึงส่งผลต่ออุปทานพลังงานและเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทย

 

ก่อนเกิดสงครามเราเริ่มเห็นมุมมองเชิงบวกมากขึ้นเล็กน้อย แต่พอเกิดสงครามขึ้นมาปัจจัยเสี่ยงเปลี่ยนไปแทบทั้งหมดและกลายเป็นประเด็นสำคัญทันที ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยหลายช่องทาง ทั้งภาคท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคในประเทศ เพราะเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นคนมีเงินเหลือใช้ลดลง การใช้จ่ายก็ชะลอตัวตาม โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงกว่า จึงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน

 

สรุป 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทย จากผลกระทบสงครามอิหร่าน 

 

1. กรณีจบเร็ว : สหรัฐฯ หรืออิหร่านมีการเจรจาหรือควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ ก็จะทำให้ใน 1 เดือน ราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับลดลงใกล้เคียงกับปกติได้ หรืออยู่ที่ 60-70 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่า GDP ของไทยอยู่ที่ 1.8% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% 

 

2. กรณียืดเยื้อ : สงครามยังไม่จบ ยืดเยื้อ 6 เดือน แต่ปัญหายังไม่รุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอาจอยู่ที่ 85-90 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่า GDP ไทยอยู่ที่ 1.4% เท่านั้น  เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8% 

 

3. กรณีรุนแรง : สงครามยังไม่จบ ยืดเยื้อ 6 เดือน และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่สำคัญ เช่น โรงกลั่นหรือท่อส่งน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100-120 เหรียญต่อบาร์เรล คาดว่า GDP ไทยอาจน้อยกว่า 0.7% หรือ “เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0%

 

รัฐควรทยอยปรับราคาให้สะท้อนความจริงมากขึ้น

 

ภาระของรัฐเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันหรือลดภาษี ก็ล้วนกระทบฐานะการคลังทั้งสิ้น เพราะสุดท้ายรายได้รัฐที่หายไปก็จะสะท้อนกลับไปที่หนี้สาธารณะอยู่ดี

 

ปัจจุบันเราพยายามตรึงราคาดีเซลไว้ประมาณ 30 บาทต่อลิตร แต่ราคาที่แท้จริงหากไม่มีการอุดหนุนอาจสูงถึงราว 48 บาทต่อลิตร แปลว่ารัฐต้องชดเชยประมาณ 18 บาทต่อลิตร เมื่อคูณกับปริมาณการใช้ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ภาระจึงสูงถึงกว่า 1,000 ล้านบาทต่อวัน และยังไม่นับรวมชดเชยก๊าซโซฮอลล์อีก 8-9 บาทต่อลิตร ดังนั้นรัฐควรทยอยปรับราคาให้สะท้อนความจริงมากขึ้น และเปลี่ยนจากการอุดหนุนทุกคน (Across the board) มาเป็นการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม (Targeted subsidy) เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้บิดเบือนแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน

 

ผลกระทบต่อนโยบายการเงิน  

 

ช่วงที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นทิศทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นและมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง สะท้อนว่า กนง. พร้อมที่จะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจหากมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่โจทย์สำคัญคือ เงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นทำให้การตัดสินใจยิ่งซับซ้อน เพราะถ้าเศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อยังสูง เราจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการดำเนินนโนบายการเงิน อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าความเสี่ยงที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยอาจไม่ใช่ประเด็นหลักในตอนนี้ แต่คำถามสำคัญคือ ถ้าเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง กนง. จะกล้าลดดอกเบี้ยต่อเนื่องหรือไม่

 

ทางรอดประเทศไทย

 

ระยะสั้น : 

 

  • ตอนนี้เรากำลังเจอช็อกที่ไม่ได้มีแค่เรื่องราคาแต่ยังรวมถึงปริมาณ ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐต้องทำคือการกระจายความเสี่ยงมองหาแหล่งพลังงานจากประเทศอื่นเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นๆ เพราะปัจจุบันเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่ง รวมถึงการปรับโครงสร้างโรงกลั่นเพื่อให้รองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากขึ้น 

 

  • ต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจสถานการณ์อย่างชัดเจน เพื่อลดความตื่นตระหนก และป้องกันการกักตุน ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาราคาและการขาดแคลนรุนแรงขึ้น ซึ่งเราต้อง Hope for the best, prepare for the worst เพราะกว่าน้ำมันจะถูกส่งมาถึง ใช้เวลาเป็นเดือนการวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

 

ระยะกลางถึงระยะยาว :  

 

  • วิกฤตครั้งนี้สะท้อนไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมากเกินไปโดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ดังนั้นทางออกระยะยาว คือการเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนภายในประเทศ ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% ดังนั้นในระยะยาวต้องเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศ เช่น โซลาร์รูฟท็อป และลดการนำเข้าแก๊สธรรมชาติ (LNG) ที่ไทยต้องพึ่งพามากขึ้นเนื่องจากแก๊สในอ่าวไทยลดลง

 

ประชาชนควรเตรียมรับมืออย่างไร?

 

  • สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ เราทุกคนควรประเมินสถานการณ์ของตัวเองให้ดีว่ามีต้นทุน หรือจำเป็นต้องใช้พลังงานมากแค่ไหน ดูว่าเราจะลด ละ เลิก หรือหาวิธีประหยัดการใช้พลังงานได้มากแค่ไหน ซึ่งหลายคนเริ่มหันไปใช้รถไฟฟ้า หรือติดโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็อาจไม่เหมาะกับทุกคน

 

  • ดังนั้นต้องย้อนกลับไปที่ Keyword สำคัญนั่นก็คือ “หวังให้จบเร็ว แต่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับกรณีที่แย่ที่สุด” Hoping for the best, but prepare for the worst  

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats