KAsset และ JPMAM ชี้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์กดดันเศรษฐกิจโลก
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) ร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) จัดงานสัมมนา Exclusive Investment Talk: Geopolitics, Policy Shifts and Portfolio Implications โดยเนื้อหาการเสวนามุ่งสะท้อนภาพใหญ่ของโลกในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการเงิน ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญต่างๆ
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามการค้า
Mr. Geng Ngarmboonanant Deputy Head of Research and Head of Macro and Policy, Multi-Asset Solutions, JPMAM ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ภาพรวมจะดูวุ่นวาย แต่ในเชิงกลยุทธ์ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยแนะนำให้ “เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น” (Overweight Equities) การประเมินสถานการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บน กรอบการตัดสินใจ (Decision-making framework) 3 อย่าง คือ การวิเคราะห์ว่าตลาดรับรู้ข่าวสารไปมากน้อยเพียงใด มุมมองส่วนตัวของทีมงาน JPMAM และการประเมินความเสี่ยงที่อาจทำให้มุมมองคลาดเคลื่อน
โดยปัจจุบันตลาดกำลังประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ จะเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงแต่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนคือ แม้ตลาดจะปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed ในปี 2026 ลงจาก 3 ครั้งเหลือเพียง 1 ครั้งเพื่อสะท้อนแรงกดดันระยะสั้น แต่การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว 5-10 ปียังคงนิ่ง ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนมองว่าผลกระทบจะคลี่คลายลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022
Mr. Geng ชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลน้อยกว่า
1. ลักษณะของแรงกระแทก: ในปี 2022 โลกเผชิญกับ Broad-based inflation shock ที่เกิดจากทั้งปัญหาห่วงโซ่อุปทานหลังโรคระบาดและอุปสงค์ที่พุ่งสูง โดยมีราคาน้ำมันเป็นปัจจัยซ้ำเติมในช่วงท้าย แต่ในครั้งนี้ถือเป็นเพียง “Oil shock” (แรงกระแทกจากราคาน้ำมัน) เพียงอย่างเดียว
2. พื้นฐานทางเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) อยู่ที่ประมาณ 3% เทียบกับปี 2022 ที่สูงถึง 7-8% นอกจากนี้ ตลาดแรงงานมีความตึงตัวน้อยลง ทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นและสามารถดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าในอดีต
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนมุมมองนี้คือ “ระยะเวลาของความขัดแย้ง” หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าทั่วไปและกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว ซึ่งจะกดดันให้ Fed ต้องตอบโต้อย่างรุนแรง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยความเสี่ยงทางกายภาพที่ควบคุมยาก เช่น การวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ หรือการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู
ความเป็นอิสระของ Fed และความเสี่ยงจากนโยบายใหม่
ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมากคือ ความเป็นอิสระของ Fed หากมีการเปลี่ยนตัวประธาน Kevin Warsh ซึ่งเป็นตัวเต็งที่มีแนวคิดต่างจากมาตรฐานเดิมใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การไม่สนับสนุนงบดุลขนาดใหญ่ การยกเลิกการบอกแนวทางล่วงหน้า และข้อเสนอเรื่อง Fed-Treasury Accord หรือการประสานงานระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง
โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การประสานงานในเชิง Substantive coordination ที่ฝ่ายการเมืองอาจเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งจะขัดความเป็นอิสระของ Fed อย่างรุนแรง
บทบาทใหม่ของทองคำและแรงหนุนจากธนาคารกลาง
ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ในอดีต ราคาทองคำมักจะเคลื่อนที่สวนทางกับอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yields) อย่างชัดเจน แต่ความสัมพันธ์นี้ได้ “แตกหัก” ลงแล้ว สาเหตุสำคัญคือการที่ ธนาคารกลางทั่วโลกกลายเป็น Price Insensitive Buyers โดยมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงของเงินสำรองระหว่างประเทศ แรงซื้อมหาศาลจากธนาคารกลางและกองทุน ETF นี้เองที่ช่วยสร้าง “ฐานราคา” ให้กับทองคำ ทำให้ทองคำมีความน่าสนใจในเชิงกลยุทธ์เพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน
มองหาโอกาสการลงทุนต่างประเทศ
นักลงทุนสถาบันเริ่มให้น้ำหนักกับการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น (International Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาสินทรัพย์ในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว ธีมหลักที่น่าสนใจประกอบด้วย
- ญี่ปุ่น: ถูกมองว่าเป็นตลาดที่ “ตื่นขึ้นมาแล้ว” และมีแนวโน้มจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในทศวรรษหน้า
- ยุโรป: แม้จะถูกปรามาสว่าเป็น “ยักษ์หลับ” มานาน แต่เริ่มมีการตั้งคำถามว่าถึงเวลาที่ยักษ์ตนนี้จะฟื้นตัวแล้วหรือไม่
- ตลาดเกิดใหม่ (EM): หากค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง จะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนดัชนีตลาดเกิดใหม่ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น
การจัดสรรสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุน
เมื่อต้องเผชิญกับความผันผวน หลักการลงทุนพื้นฐานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ “Process + People = Performance” จะช่วยให้อยู่รอดได้ เพราะการลงทุนที่ประสบความสำเร็จเกิดจากกระบวนการที่ชัดเจนและบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้
สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือการให้ความสำคัญกับ “การจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ระยะยาว” (Strategic Asset Allocation) และการปรับพอร์ตการลงทุน 60/40 ที่ต้องมีส่วนเสริม เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป กลยุทธ์การลงทุนแบบดั้งเดิมอย่าง 60/40 ที่ทำงานได้ดีในปี 2025 แต่ประสิทธิภาพในการกระจายความเสี่ยงจะลดลงเนื่องจากความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างหุ้นและพันธบัตรมีแนวโน้มจะสูงขึ้นในเชิงโครงสร้าง ในยุคที่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยผันผวนเช่นนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องมองหา “สินทรัพย์ทางเลือก” เข้ามาเสริมพอร์ต เช่น สินทรัพย์จริง (Real Assets), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), และอสังหาริมทรัพย์
















