คลื่นลูกใหญ่คน “วัยใกล้เกษียณ” จะมีเงินออมพอหรือไม่ เมื่อหยุดทำงานแล้ว?
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนไทยหลายสิบล้านคนจะเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกัน นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากร เพราะคำถามที่น่ากังวลกว่าจำนวนคนคือ…เมื่อหยุดทำงานแล้ว พวกเขาจะมีเงินออมเพียงพอใช้หรือไม่?
ไทยกำลังมีคนวัย “ใกล้เกษียณ” มากกว่าที่เคย
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา กลุ่มอายุ 46-60 ปี เพิ่มขึ้นจาก 7.9 ล้านคนในปี 2537 เป็น 17.3 ล้านคนในปี 2567 หรือมากกว่าเท่าตัว สัดส่วนในประชากรวัยแรงงานขยับจาก 22% เป็น 39% ขณะที่คนหนุ่มสาวลดลงต่อเนื่อง สะท้อนว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ระบบบำนาญและสวัสดิการจะถูกกดดันอย่างหนัก เมื่อคนจำนวนมหาศาลทยอยเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกัน
ชีวิตที่ “แพงและซับซ้อน” กว่าเดิม
หากย้อนกลับไปเมื่อสามสิบปีก่อน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของคนวัยนี้อยู่ที่เพียง 1,990 บาทต่อเดือน แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 8,362 บาทต่อเดือน มากกว่า 4 เท่า ชีวิตวัยก่อนเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายที่ซับซ้อน ทั้งการดูแลครอบครัว สุขภาพ และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
เงินออมที่ยังไม่ทันรายจ่าย
แม้คนวัย 46-60 ปีจะออมเฉลี่ยเดือนละ 4,416 บาท แต่รายจ่ายเฉลี่ยกลับสูงถึง 8,362 บาทต่อเดือน เมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตหลังเกษียณของผู้สูงอายุวัยต้น (61-70 ปี) จะพบว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 91,236 บาท แต่เงินออมที่สะสมได้จากอัตราปัจจุบันมีเพียง 52,993 บาทต่อปี ทำให้ยังขาดอีกราว 31,000 บาทต่อปี โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือการดูแลระยะยาว
จำลองการออมต่อเนื่องจนถึงอายุ 60 ปี ผลลัพธ์ชวนให้คิดหนัก
สมมติออมต่อเนื่องที่ 4,416 บาท/เดือน จนถึงอายุ 60 ปี ภายใต้เงินเฟ้อ 2% ต่อปี และใช้จ่ายหลังเกษียณตามระดับผู้สูงอายุวัยต้น พบว่า:
- อายุ 46 ปี (ออมอีก 14 ปี): สะสมได้ราว 742,000 บาท ใช้ได้ประมาณ 6.6 ปี
- อายุ 50 ปี (ออมอีก 10 ปี): สะสมได้ราว 530,000 บาท ใช้ได้ประมาณ 5.1 ปี
- อายุ 55 ปี (ออมอีก 5 ปี): สะสมได้ราว 265,000 บาท ใช้ได้ประมาณ 2.8 ปี
เมื่อคนไทยจำนวนมากมีอายุยืนเกิน 80 ปี เงินออมระดับนี้จึงเป็นเพียง “ตัวช่วยประคองช่วงเปลี่ยนผ่าน” ไม่ใช่หลักประกันสำหรับชีวิตวัยชราที่ยาวนาน
สวัสดิการรัฐรองรับได้แค่ไหน?
- เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ: ขั้นบันไดตั้งแต่ 600-1,000 บาท/เดือน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงของกลุ่ม 61-70 ปี ไม่ถึง 10% จึงเป็นแค่ “เงินช่วยประคอง”
- ประกันสังคม: ให้บำนาญ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ยแก่ผู้จ่ายสมทบครบ 180 เดือน แต่คนวัย 46-60 ปีจำนวนมากทำงานอิสระ/ธุรกิจส่วนตัว จึงเข้าไม่ถึงสิทธินี้
- กอช. (กองทุนการออมแห่งชาติ): เปิดให้แรงงานนอกระบบออมได้พร้อมเงินสมทบจากรัฐ แต่คนจำนวนมากยังไม่รู้จักหรือออมไม่สม่ำเสมอ ทำให้เงินบำนาญที่จะได้ไม่สูงพอ
- ระบบสุขภาพ/ระบบการดูแลระยะยาว (LTC) : มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและเครือข่ายดูแลระยะยาวขยายตัว แต่คุณภาพและการเข้าถึงยังต่างกันมากระหว่างเมืองกับชนบท
4 ช่องว่างสำคัญของวัย 46-60 ปี
1. รายได้: เบี้ยยังชีพหลักร้อย เทียบกับรายจ่ายจริงหลักหมื่นต่อเดือน
2. โครงสร้าง: แรงงานนอกระบบไม่มีบำนาญรองรับเหมือนแรงงานในระบบ
3. อายุขัย: คนอายุยืนถึง 80–90 ปี แต่เงินออมมักหมดก่อนชีวิตจะสิ้นสุด
4. การดูแล (LTC): ค่ารักษาพยาบาลมีระบบรองรับ แต่ค่าจ้างผู้ดูแลและค่าใช้จ่ายแฝงอื่นๆ ยังต้องจ่ายเอง
ทางออก: ยุทธศาสตร์รับมือสังคมสูงวัย
- ปฏิรูปรายได้หลังเกษียณ: ยกระดับเบี้ยยังชีพ/บำนาญให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
- เร่งการออมนอกระบบ: เพิ่มแรงจูงใจและเงินสมทบผ่าน กอช. โดยเฉพาะช่วงใกล้เกษียณ
- ส่งเสริมเกษียณแบบยืดหยุ่น: สนับสนุนงานที่เหมาะกับวัยและการ Reskill/Upskill เพื่อมีรายได้ต่อเนื่อง
ที่มา: บทความ “เกษียณในโลกใบใหม่: เมื่อความแก่ตัวมาพร้อมความโดดเดี่ยวและต้นทุนที่สูงขึ้น” โดย ศ.ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)
















