ต้องรอด ก่อนจะ ‘รวย‘
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
ใครๆ ก็อยากมีชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวย! แต่ก่อนจะคิดเรื่องความมั่งคั่ง คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ Head Coach & Co founder FINNOMENA ได้แนะนำไว้ในรายการลงทุนนิยมเกษียณสุข The Series ไว้อย่างน่าสนใจก็คือ คุณต้องมีความอยู่รอดทางการเงินที่เรียกว่า Survival Ratio ให้ได้เสียก่อน โดยอัตราส่วนการอยู่รอดทางการเงินคำนวณได้ดังนี้
- พนักงานประจำ
Survival Ratio = รายได้ต่อเดือน ÷ ค่าใช้จ่ายต่อเดือน
- ฟรีแลนซ์
Survival Ratio = รายได้ต่อปี ÷ ค่าใช้จ่ายต่อปี
“หากค่า Survival Ratio มากกว่า 1 แสดงว่า “อยู่รอด” เพราะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย แต่หากต่ำกว่า 1 จำเป็นต้องเร่งแก้ไขเช่น เพิ่มรายได้หรือลดรายจ่าย
ตามการศึกษาของ Harvard Business Review พบว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินมักมี Survival Ratio อย่างน้อย 1.5 หมายความว่ามีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย 50% เช่น หากมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท ควรมีรายได้อย่างน้อย 45,000 บาท เพื่อให้มีเงินเหลือสำหรับการออมและการลงทุน
นอกจากนี้ Financial Times ยังรายงานว่า การรักษา Survival Ratio ให้สูงกว่า 1 อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว เพราะจะทำให้มีเงินเหลือสำหรับการลงทุนและต่อยอดความมั่งคั่งในอนาคต
อัตราส่วนมหัศจรรย์ สู่อิสรภาพทางการเงิน
หลังจากที่มี Survival Ratio เกิน 1 แล้ว เป้าหมายต่อไป คือ การสร้าง Wealth Ratio หรืออัตราส่วนความมั่งคั่ง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าคุณมีอิสรภาพทางการเงินแล้วหรือยัง
Wealth Ratio = Passive Income ÷ ค่าใช้จ่ายรายเดือน
(Passive Income คือ รายได้มาจากการที่ลงแรงไปในตอนแรก แต่ยังคงได้รายได้นั้นกลับมาอย่างต่อเนื่องแม้งานจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม กล่าวคือ เป็นเงินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอ เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผล)
หากอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 แสดงว่ามีอิสรภาพทางการเงิน เพราะมีรายได้จากสินทรัพย์ (Passive Income) มากกว่าค่าใช้จ่าย “เช่น มีรายได้จาก Passive Income เดือนละ 30,000 บาท มีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 20,000 บาท แสดงว่าอัตราส่วนความมั่งคั่งอยู่ที่ระดับ 1.5 หมายความว่า มีอิสรภาพทางการเงิน” คุณชยนนท์ กล่าวย้ำ
ตามข้อมูลจาก Financial Times ระบุว่า Warren Buffett สร้าง Passive Income กว่า 90% ของรายได้ทั้งหมดจากเงินปันผลการลงทุน โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอและมีการเติบโตต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่เริ่มต้น ควรวางแผนสร้าง Passive Income ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอในวัยเกษียณ โดยเลือกการลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
หลักการจัดพอร์ตลงทุนเพื่อวัยเกษียณแบบง่ายๆ
การจัดพอร์ตลงทุนเพื่อวัยเกษียณ คุณชยนนท์กล่าวว่ามีหลักการง่ายๆ ด้วยการใช้กฎ 100 (100 Minus Your Age)
“100 – อายุ = สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง”
ตัวอย่าง: ปัจจุบันอายุ 25 ปี
100 – 25 = 75 หมายความว่า ควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง (เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น) สัดส่วน 75% ของพอร์ตการลงทุนรวม ส่วนที่เหลือ 25% ควรลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร เงินฝาก และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลงตามไปด้วย หมายความว่า เมื่ออายุมากขึ้น การรับความเสี่ยงจากการลงทุนก็จะลดลงด้วย เช่น อายุ 59 ปี การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะอยู่ระดับ 41% ของพอร์ตการลงทุนรวม
“เมื่ออายุมากขึ้น สัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงจะค่อยๆ ลดลง เพื่อรักษาเงินต้นไว้ใช้ยามเกษียณ” คุณชยนนท์ กล่าว
จากการศึกษาของ Fidelity Investments พบว่า ผู้ที่ใช้กฎ 100 ในช่วงวิกฤติการเงินปี 2551 สามารถรักษาพอร์ตการลงทุนได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ปรับพอร์ตตามอายุถึง 20% นอกจากนี้ วารสาร Journal of Financial Planning ยังรายงานว่า การปรับพอร์ตตามอายุช่วยลดความเสี่ยงในการขาดทุนก้อนใหญ่ก่อนเกษียณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม กฎนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เป้าหมายทางการเงิน ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และสถานการณ์ทางการเงินส่วนบุคคล
บทสรุป… เมื่อเรารอดและมีความมั่นคงในชีวิตแล้ว เราจะเริ่มมองเห็นภาพรวมของชีวิตและเป้าหมายทางการเงินได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งนี้จะช่วยให้เราสามารถตั้งเป้าหมายที่เหมาะสมและทุ่มเทในการทำตามแผนที่เตรียมไว้อย่างมีทิศทางและเดินไปสู่ความสำเร็จได้ง่ายขึ้นนั่นเอง