×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

ยุค Solo Economy วางแผนเรื่องบ้านอย่างไร สไตล์คนโสด-อยากสละโสด

104

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

Solo Economy ในไทย

 

ปัจจุบันคนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกครองตัวเป็นโสดมากขึ้นและนิยมอาศัยอยู่เพียงลำพัง จนเกิดเป็นเทรนด์ Solo Economy หรือเศรษฐกิจคนโสด ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 พบว่า 1 ใน 5 ของคนไทยอยู่ในสถานะโสด หรือมีสัดส่วน 23.9% เมื่อพิจารณาเฉพาะช่วงวัย อายุ 15-49 ปี พบว่า มีคนโสดอยู่ที่ 40.5% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมประเทศเกือบเท่าตัว ส่งผลให้คนโสดกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่น่าจับตามอง นอกจากจะมีกำลังซื้อสูงแล้วยังมีอิสระในการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อตอบโจทย์ความสุขส่วนตัว ซึ่งรวมไปถึงด้านที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

 

เกือบ 3 ใน 4 ของคนโสด สนใจซื้อบ้าน/คอนโดฯ เป็นของตัวเอง

 

ข้อมูลจากแบบสำรวจพฤติกรรมการซื้อ-เช่าอสังหาฯ และการวางแผนอนาคตของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) พบว่า เกือบ 2 ใน 3 (61%) ของผู้ตอบแบบสำรวจฯ ที่มีสถานะโสดวางแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ภายใน 1 ปีข้างหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของผู้บริโภคทั่วไปที่มีสัดส่วน 42% ขณะที่ 39% ไม่มีแผนที่จะย้ายออก โดยเกือบ 3 ใน 4 (74%) ของคนโสดสนใจซื้อบ้าน/คอนโดมิเนียมเป็นของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีก 26% เลือกที่จะเช่าแทน

 

โดยมากกว่า 3 ใน 4 (76%) ของคนโสดสนใจโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-friendly) สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนโสดที่อาศัยอยู่เพียงลำพัง จึงนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงคลายเหงาตามเทรนด์ Pet Humanization ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว

 

เจาะเทคนิคกู้บ้านฉบับคนโสด เตรียมตัวอย่างไรให้ผ่านฉลุย

 

1. เลือก “ขนาด-ราคา” ที่ตอบโจทย์ 

 

คนโสดควรกำหนดเป้าหมายในการซื้อที่อยู่อาศัยให้ชัดเจนว่าซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงลำพังหรือมีครอบครัวมาอยู่ด้วย จากนั้นจึงวางสเปกที่อยู่อาศัยที่ต้องการคร่าวๆ ว่ามองหาบ้านหรือคอนโดฯ ในทำเลใด มีงบประมาณเท่าไร เนื่องจากคนโสดจะต้องรับภาระผ่อนระยะยาวเพียงลำพัง จึงไม่ควรเลือกบ้าน/คอนโดฯ ที่มีราคาสูงจนเกินกำลัง เพราะอาจทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ในอนาคต

 

2. สร้างเครดิตการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ

 

ธนาคารจะตรวจสอบประวัติการชำระหนี้ย้อนหลังจากเครดิตบูโรย้อนหลัง 3 ปี ดังนั้น หากผู้บริโภคมีแผนจะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตก็ควรเริ่มต้นสร้างประวัติทางการเงินให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่มีหนี้ค้างชำระ ไม่ใช้บัตรกดเงินสดอย่างต่อเนื่อง และไม่ผ่อนสินค้าจำนวนมากในช่วงที่จะยื่นกู้

 

3. เตรียมเงินดาวน์ให้พร้อม

 

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ทำให้ผู้กู้ซื้อสามารถกู้ได้เต็ม 100% โดยไม่ต้องวางเงินดาวน์ สำหรับการทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2568 – วันที่ 30 มิ.ย. 2569 อย่างไรก็ตาม วงเงินกู้ที่จะได้รับนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคารและความสามารถในการผ่อนชำระของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ดังนั้น คนโสดควรเตรียมเงินดาวน์ไว้ประมาณ 10-20% ของราคาที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมั่นใจในความสามารถทางการเงินของผู้กู้และเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระผ่อนชำระรายเดือนลงด้วย

 

4. เร่งลดภาระหนี้ให้เหลือน้อย

 

การกู้ซื้อที่อยู่อาศัยถือเป็นทรัพย์สินที่มีราคาสูงและมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน หากคนโสดมีภาระหนี้สินเดิมอยู่แล้วก็อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้านได้เช่นกัน เนื่องจากธนาคารจะพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DSR) ซึ่งต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน และจะนำภาระหนี้ทั้งหมดมารวมกับค่าผ่อนบ้านที่จะเกิดขึ้น เพื่อประเมินความเสี่ยงในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของธนาคารต่อไป

 

5. มาพร้อมความมั่นคงทางการเงิน

 

ผู้ยื่นกู้ควรเตรียมเอกสารแสดงรายได้หลักและรายได้เสริมประกอบการยื่นกู้ให้ครบถ้วน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการชำระหนี้ 

 

6. เพิ่มวงเงินด้วยการกู้ร่วม 

 

หากคนโสดมองว่ารายได้ของตนไม่เพียงพอที่จะกู้ซื้อที่อยู่อาศัยในฝันได้ตามต้องการ สามารถเลือกยื่นกู้ร่วมกับพ่อแม่ พี่น้อง หรือญาติที่มีรายได้มั่นคงได้ ซึ่งการกู้ร่วมจะช่วยให้ได้รับวงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสในการอนุมัติด้วยเช่นกัน 

 

เมื่อขยับสถานะไปสละโสด บ้านที่ซื้อไว้ก่อนแต่งจะกลายเป็นสินสมรสหรือไม่?

 

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ระบุว่าทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรสถือเป็น “สินส่วนตัว” ดังนั้น หากคนโสดได้ซื้อที่อยู่อาศัยไว้ตั้งแต่ก่อนจะแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรส ที่อยู่อาศัยนั้นจะไม่ถูกนับรวมเป็นสินสมรสในอนาคตแน่นอน 

 

นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา เช่น ได้รับมรดกเป็นบ้านพร้อมที่ดินจากพ่อแม่ จะถือว่าเป็นสินส่วนตัวเช่นกัน หากพินัยกรรมหรือหนังสือนั้นไม่ได้ระบุว่ายกให้เป็นสินสมรส โดยสินส่วนตัวเหล่านี้จะไม่ถูกแบ่งครึ่งให้อีกฝ่ายเมื่อมีการหย่าร้างเหมือนสินสมรส

 

ที่มา: DDproperty

Related Stories

amazon anti fatigue mats