เมื่อสิงคโปร์ ยอมจ่าย 1.8 ล้านบาท เพื่อเด็ก 1 คน
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
“วิกฤตเด็กเกิดน้อย” นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับสิงคโปร์และเป็นแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก โดยในปี 2025 อัตราการเกิดของสิงคโปร์ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 รัฐบาลสิงคโปร์จึงไม่อยู่เฉย
เมื่อค่าเลี้ยงลูก ไม่ใช่ภาระของพ่อแม่ฝ่ายเดียวอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ได้ประกาศมาตรการสนับสนุนครอบครัวครั้งใหม่ในสุนทรพจน์เนื่องในวันชาติ
ใจความสำคัญคือ เด็กสิงคโปร์แต่ละคนจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐรวมเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือคิดเป็นเงินไทยเกือบ 1.8 ล้านบาท ตลอดช่วงชีวิตวัยเด็กจนถึงอายุ 17 ปี
เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลก เด็กแต่ละคนจะได้รับเงินช่วยเหลือแรกเกิดทันที 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 260,000 บาท เหมือนเป็นของขวัญต้อนรับจากประเทศที่บอกกับพ่อแม่ทุกคนว่า “เรายินดีกับคุณ และเราจะช่วยแบกภาระนี้ไปด้วยกัน”
และหนึ่งในความกังวลอันดับต้นๆ ของคู่รักที่ลังเลจะมีลูก คือค่าใช้จ่ายในการฝากเลี้ยงเด็ก สิงคโปร์เข้าใจเรื่องนี้ดี จึงประกาศลดค่าบริการศูนย์ดูแลเด็กให้เหลือเพียง 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน หรือประมาณ 3,900 บาท และค่าดูแลทารกเหลือ 300 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 7,800 บาทต่อเดือน
ที่สำคัญคือ สิทธิ์นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะครอบครัวรายได้น้อย แต่ครอบคลุมทุกครอบครัว ไม่ว่าพ่อแม่จะมีรายได้เท่าใดก็ตาม ส่วนครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่า ก็จะได้รับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมเป็นพิเศษอีกชั้นหนึ่ง
เวลาที่หายไปของพ่อแม่ กำลังจะได้กลับคืนมา
เงินอาจช่วยได้มาก แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการไม่แพ้กันคือ “เวลา” เวลาที่จะได้อยู่กับลูกในวันที่ลูกป่วย วันที่ลูกอยากให้พาไปโรงเรียน หรือแค่วันธรรมดาที่อยากอยู่ด้วยกันเฉยๆ
นโยบายใหม่จึงเพิ่มวันลาเพื่อดูแลบุตรสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกอายุไม่เกิน 12 ปี โดยคำนวณตามจำนวนบุตรในครอบครัว
- มีลูก 1 คน ลาได้ 8 วันต่อปี
- มีลูก 2 คน ลาได้ 10 วันต่อปี
- มีลูกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ลาได้ 12 วันต่อปี
- หากมีบุตรระดับประถมศึกษา 3 คน จะได้รับวันลารวม 24 วันต่อปี
ส่วนเรื่องการขยายวันลาเลี้ยงดูบุตรแบบได้รับค่าจ้าง ซึ่งปัจจุบันสูงสุดอยู่ที่ 7 เดือนครึ่งนั้น รัฐบาลยังไม่ปิดประตูความเป็นไปได้ เพียงแต่ขอเวลาให้นายจ้างได้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งประกาศไปก่อนหน้านี้เสียก่อน
มีลูกมากขึ้น = ได้สิทธิซื้อบ้านเร็วขึ้น
อีกหนึ่งความฝันของคนหนุ่มสาวทั่วโลกคือการมี “บ้านเป็นของตัวเอง” และสิงคโปร์เลือกใช้ความฝันนี้เป็นแรงจูงใจ
คู่สมรสที่กำลังวางแผนมีครอบครัว จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในการซื้อแฟลตของรัฐ (Housing & Development Board : HDB) หลังแรก โดยพิจารณาจากจำนวนบุตรที่มีอยู่แล้วหรือกำลังจะมี ซึ่งแฟลต HDB คือบ้านของคนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ในประเทศ
และตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2026 เป็นต้นไป เพดานรายได้สำหรับผู้มีสิทธิ์ซื้อบ้านก็ถูกปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน แฟลต HDB ประเภท Build-to-Order (BTO) เพดานรายได้ครัวเรือนขยับจาก 14,000 เป็น 16,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน หรือราว 416,000 บาท ส่วนที่อยู่อาศัยกึ่งเอกชนอย่าง Executive Condominiums (EC) เพดานรายได้ก็เพิ่มจาก 16,000 เป็น 18,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน หรือประมาณ 468,000 บาท
เบื้องหลังตัวเลขและนโยบายทั้งหมดนี้ คือความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือรัฐบาลสิงคโปร์กำลังทุ่มเงินเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1.82 แสนล้านบาท ในปีงบประมาณปัจจุบัน เพื่อผลักดันโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแต่งงานและการมีลูก
ทั้งหมดนี้มันคือการเดิมพันครั้งใหญ่ ที่วางเงินก้อนโตลงไปเพื่อแลกกับสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือ “อนาคตของประเทศ”
ที่มาข้อมูล : Bloomberg
















