พินัยกรรม ‘ขอตายดี’ พุ่ง 1O เท่า เปิดขั้นตอนทำออนไลน์ง่ายๆ
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
จากสถิติพบว่า ยอดคนไทยทำพินัยกรรมชีวิต หรือ ‘พินัยกรรมขอตายดี’ ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 รายเป็นเกือบ 1 แสนราย
พินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อลดความทุกข์ทรมานและจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ
โดยเมื่อทำแล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดูและให้การรักษาตามเจตนา โดยไม่เป็นภาระกับญาติที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร
คนไทยเห็นความสำคัญในการทำพินัยกรรมชีวิตมากขึ้น
นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า คนในสังคมไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่
แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุกๆ คน ทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆ มากขึ้นเช่นกัน
4 ข้อ ควรทราบ ‘พินัยกรรมชีวิต’
1. การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
2. Living Will ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องรักษา” ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่แพทย์ยังเห็นว่ามีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามความเหมาะสม
3. การทำ Living Will ช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์
- การอยู่ในห้องไอซียู (ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม
- ภาระของโรงพยาบาล เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว
- ภาระของครอบครัว ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ
- ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึง ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต
4. เพราะ “ความตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมพร้อมในเรื่อง “ตายดี” จึงสำคัญอย่างมาก พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 จึงให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” เรียกว่า การทำ “พินัยกรรมชีวิต (Living Will)” หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ
กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด
ส่วนมากคือ Gen X เริ่มมี Gen Y บางส่วน
- เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
- เพศหญิง อายุ 45-59 ปี
- เพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป
- เพศหญิง อายุ 30-44 ปี
- เพศชาย 45-59 ปี
จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก
1. นครราชสีมา 18,766 คน
2. สุโขทัย 13,345 คน
3. นครศรีธรรมราช 11,176 คน
4. พิษณุโลก 11,053 คน
5. อุบลราชธานี 10,816 คน
ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์
1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th ดูคำอธิบายการเขียนได้ที่ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill
2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
3. จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ “ทำใหม่” ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์
4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง
5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา
ที่มา: ความสุขประเทศไทย
















