×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

สังคมสูงวัย…ใครต้องแบก? เมื่อผู้สูงอายุติดบ้าน – ติดเตียง เพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 2O ปี

53

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ การก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกลอีกต่อไป แม้ความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ระบบสวัสดิการและการดูแลระยะยาวยังไม่พร้อมรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ผลคือ ภาระการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงส่วนใหญ่ถูกผลักกลับสู่ครอบครัว และผู้หญิงจำนวนมากต้องกลายเป็น “เดอะแบก”

 

ข้อมูลนี้ถูกนำเสนอในงาน TDRI Annual Public Conference 2026 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทยในโลกที่ไม่แน่นอน” ซึ่งชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบความมั่นคงทางรายได้และการดูแลระยะยาวของประเทศ

 

สังคมสูงวัยกำลังมาเร็วกว่าที่คิด

 

ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสองทางพร้อมกัน คือ อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง ขณะที่ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนผู้สูงอายุในประชากรสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

TDRI คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 ผู้สูงอายุจะคิดเป็นราว 36% ของประชากรไทย หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของคนทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ตามลำพังก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ท่ามกลางครอบครัวขนาดเล็กและการย้ายถิ่นของคนวัยทำงาน

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับวัยชราควรครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ รายได้ที่มั่นคงหลังเกษียณ สุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ และการมีส่วนร่วมทางสังคมรวมถึงโอกาสในตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตาม หากระบบสวัสดิการยังไม่พร้อม ความยืนยาวของชีวิตอาจกลายเป็นความเสี่ยง โดยเฉพาะการอยู่โดดเดี่ยวและขาดผู้ดูแลเมื่อสุขภาพถดถอย

 

ภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้น เกินกำลังครอบครัว

 

เมื่อผู้สูงอายุไม่สามารถดูแลตนเองในชีวิตประจำวันได้ ความต้องการบริการดูแลระยะยาว (Long-Term Care: LTC) จะเพิ่มขึ้นทันที ปัจจุบันระบบสวัสดิการไทยจำแนกผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเป็นกลุ่มติดบ้านและติดเตียง รวมถึงผู้พิการและผู้ป่วยระยะสุดท้าย

 

TDRI ประเมินว่า จำนวนผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงจะเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าภายใน 20 ปี

  • ปี พ.ศ. 2570: ผู้สูงอายุติดบ้านหรือติดเตียงประมาณ 560,000 คน แบ่งเป็นติดบ้าน 350,000 คน และติดเตียง 200,000 คน
  • ปี พ.ศ. 2590: จำนวนดังกล่าวจะเพิ่มเป็นประมาณ 1,100,000 คน

 

ความต้องการผู้ดูแลมืออาชีพก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากประมาณ 280,000 คนในปี พ.ศ. 2570 เป็นประมาณ 910,000 คนในปี พ.ศ. 2590 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ประเทศไทยอาจเผชิญทั้งการขาดแคลนบุคลากรและปัญหาคุณภาพบริการ

 

ต้นทุนการดูแลที่ครอบครัวแบกรับไม่ไหว

 

การดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงไม่ได้สร้างเพียงความเหนื่อยกายและความเครียด แต่ยังเป็นภาระการเงินที่ต่อเนื่องและสูงมาก โดยครอบคลุมค่าอุปกรณ์การแพทย์ ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล และค่าตอบแทนผู้ดูแล

 

TDRI ประเมินค่าใช้จ่ายเฉลี่ยไว้ดังนี้

  • ผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน: ประมาณ 133,000 บาทต่อคนต่อปี
  • ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียง: ประมาณ 260,000 บาทต่อคนต่อปี หรือราวสองเท่าของกลุ่มติดบ้าน

 

สำหรับครัวเรือนรายได้ปานกลางหรือรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายระดับนี้อาจกินเงินออม ลดโอกาสทางการศึกษาของลูกหลาน หรือผลักครอบครัวเข้าสู่ความยากจน โดยเฉพาะเมื่อการดูแลต้องใช้เวลาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

 

ผู้หญิงคือ “เดอะแบก” ตัวจริง

 

เมื่อบริการภาครัฐยังไม่ทั่วถึง ภาระการดูแลจึงตกอยู่กับครอบครัวเป็นหลัก ข้อมูลชี้ว่า ผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงตามบ้านราว 80% ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญกว่าคือ บทบาทผู้ดูแลมีลักษณะเชิงเพศภาวะชัดเจน

  • ผู้สูงอายุชาย มักได้รับการดูแลจากภรรยาเป็นหลักราว 50%
  • ผู้สูงอายุหญิง มักได้รับการดูแลจากลูกสาวเป็นหลัก ถึง 38% ทั้งกลุ่มที่ยังโสดและผู้ที่แต่งงานแล้ว

 

ผลคือ ผู้หญิงวัยทำงานจำนวนมากต้องลดเวลาทำงาน ลดโอกาสเติบโตในอาชีพ หรือออกจากตลาดแรงงานเพื่อดูแลผู้ปกครอง ภาระนี้ไม่เพียงทำให้รายได้ปัจจุบันลดลง แต่ยังฉุดรั้นการออมและสิทธิประโยชน์หลังเกษียณ ทำให้ผู้หญิงเองมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุที่ยากจนและขาดผู้ดูแลในอนาคต

 

ทางออกระยะสั้น: เร่งแก้คอขวดและยกระดับบริการ

 

TDRI เสนอมาตรการระยะสั้นเพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงบริการและผ่อนภาระครอบครัว โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น ภาคสาธารณสุข และภาคเอกชน

 

  • ปฏิรูปการคัดกรองและการจัดการในเมืองใหญ่

 

ให้สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครทำงานร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขและคลินิกชุมชนอบอุ่น เพื่อลงทะเบียน คัดกรอง และจัดทำแผนการดูแลรายบุคคล (Care Plan) สำหรับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับการเตรียมรับมือภัยพิบัติ เช่น การอพยพผู้ป่วยติดเตียงเมื่อเกิดน้ำท่วม

 

  • จัดตั้งระบบคูปองการดูแลผู้สูงอายุ

 

สนับสนุนคูปองมูลค่า 800 บาทต่อใบ จำนวน 12 ใบต่อปี หรือรวม 9,600 บาทต่อปี ให้ครอบครัวผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเลือกใช้บริการที่จำเป็น เช่น Day Care ศูนย์ดูแลเช้าไป-เย็นกลับ, Home Visit บริการเยี่ยมบ้านโดยพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัด, Traning อบรมทักษะการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว และ Transport บริการรับ-ส่ง ผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

 

  • ยกระดับอาชีพผู้ดูแลและคุณภาพสถานดูแล

 

จัดตั้งกลไกกำกับคุณภาพบริการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมระบบตรวจประเมินสถานดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัญหาบริการที่ไม่ได้มาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้ครอบครัว

 

ทางออกระยะยาว: กองทุนประกันการดูแลระยะยาว

 

มาตรการเฉพาะหน้าอาจช่วยผ่อนภาระได้ แต่ไม่เพียงพอต่อความเสี่ยงระยะยาว เมื่อค่าใช้จ่ายดูแลอยู่ที่ 130,000 ถึง 260,000 บาทต่อปี TDRI จึงเสนอให้จัดตั้ง กองทุนประกันการดูแลระยะยาว (Long-Term Care Insurance Fund) อย่างจริงจัง

 

หลักการสำคัญของกองทุนคือ

  • เป็นระบบประกันถ้วนหน้าแบบบังคับ เพื่อกระจายความเสี่ยงทั่วสังคม
  • ระดมทุนจากงบประมาณภาษี เงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงเงินสมทบของประชากรวัยทำงานอายุ 40-65 ปี
  • เมื่อผู้ประกันตนเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงตามเกณฑ์การคัดกรอง กองทุนจะสนับสนุนบริการ เช่น การส่งเสริมสุขภาพ การเยี่ยมบ้าน อุปกรณ์การแพทย์และเวชภัณฑ์สิ้นเปลือง รวมถึงความช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวัน

 

ที่มา: TDRI Annual Public Conference 2026 ความ(ไม่)มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats