เศรษฐกิจไทย เหมือนทีมแมนยู นักเตะใหม่-โค้ชเก่งแค่ไหน แต่ไม่เปลี่ยน ‘ระบบบริหาร’ ไม่มีทางดีขึ้น
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram
“ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทย เหมือนกับปัญหาใหญ่ของทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อให้ทุ่มซื้อนักเตะระดับโลกหรือเปลี่ยนโค้ชกี่คน ปัญหาก็ไม่หมดไป เพราะรากของปัญหาอยู่ที่ระบบบริหาร” – ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร –
สรุป Highlight สำคัญจาก Session: ทุนโลก มูลค่าไทย ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์จริง ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026: Reinvent Thailand โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง, ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และ คุณยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ ผู้ช่วยประธานบริหาร ด้านกลยุทธ์การลงทุนและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
‘ลดกรรมเก่า – สร้างบุญใหม่’ จัดการ FDI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ดร.สันติธาร เสถียรไทย บอกว่าประเทศไทยนั้นยังมี ‘บุญเก่า’ อยู่ อย่างภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ในทำเลเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต เช่น จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย มีฐานการผลิต Supply Chain และแรงงานที่มีทักษะฝีมือ เป็นประเทศทีมีความเป็นกลาง รวมถึงมี ‘บุญใหม่’ จากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ทำให้ทุนต่างชาติต้องการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น
แต่ขณะเดียวกันก็มี ‘กรรมเก่า’ นั่นคือ ความไม่ชัดเจนของนโยบาย ดังนั้นภาครัฐจะต้อง ‘ลดกรรมเก่า สร้างบุญใหม่’ เพื่อบริหารจัดการ FDI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ลดกรรมเก่า: สร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยต้องการพัฒนาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงอำนวยความสะดวก และปลดล็อกกฎระเบียบ
สร้างบุญใหม่: ปรับเปลี่ยนตัววัดความสำเร็จ (KPI) เลิกวัดความสำเร็จจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ให้วัดที่ ‘มูลค่าเพิ่มที่สร้างขึ้นในประเทศไทย’ ภายใน 3-5 ปีด้วย เช่น การสร้างงานคุณภาพ การยกระดับ Supplier ไทย และการจับมือกับมหาวิทยาลัยพัฒนาทักษะแรงงาน
3Cs ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
- Clarity: ความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศและภาคส่วนต่างๆ ต้องมีทิศทางเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ทำนโยบายแบบสะเปะสะปะ หรือหวังพึ่งพาเทรนด์ใดเพียงอย่างเดียว
- Coordination: การประสานทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานรัฐ และระหว่างรัฐ-เอกชน ต้องไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ของไทย
- Continuity: การทำนโยบายและโครงการต่างๆ ต้องมีความต่อเนื่อง และมีความอดทน
ถอดบทเรียน ‘พ่อแม่ 3 สาย’ กับ กับดัก FOMO ของไทย
การจะเข้าใจสถานะของประเทศไทยในการจัดการทุนต่างชาติ จำเป็นต้องย้อนมองบทเรียนในอดีตของประเทศผู้นำในเอเชีย โดย ดร.วีระยุทธ ได้เปรียบเทียบการจัดการ FDI ของ 4 เสือแห่งเอเชีย รวมถึงประเทศไทยไว้แบบนี้

- พ่อแม่สายโหด
- เกาหลีใต้: อุดหนุนเงินทุนและบังคับให้ไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ได้ในปีที่กำหนด
- ไต้หวัน: แบ่งโครงสร้างต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ อย่างเป็นระบบชัดเจน และให้แต่ละบริษัทเข้ามาอยู่ในแต่ละส่วนของ Supply Chain โดยมีกฎระเบียบเข้มงวด เคร่งครัด
- พ่อแม่สายเปย์
- สิงคโปร์: พร้อมให้เงินช่วยเหลือและสนับสนุน
- มาเลเซีย: เปิดให้ต่างชาติเข้ามา แต่บังคับให้เอาบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจท้องถิ่นเข้าไปร่วมใน Supply Chain
- พ่อแม่สาย FOMO (Fear of Missing Out)
- ไทย: กลัวตกขบวนมากเกินไป จนยอมทำทุกอย่าง แต่ในความเป็นจริงไม่มีบริษัทท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมด้วยและไม่มีนโยบายยกระดับ Human Resource เปรียบเสมือนหลายครั้งเมื่อรถไฟวิ่งผ่าน ไทยก็ทำได้แค่ขอถ่ายเซลฟี่เท่านั้น
ปัญหาหลักเศรษฐกิจไทย เหมือนปัญหาใหญ่ทีมแมนยู

การเปลี่ยนนักเตะหรือเปลี่ยนโค้ช เป็นการแก้ปัญหาแบบผิวเผินที่ไม่ได้ช่วยให้ทีมชนะหรือเป็นแชมป์ เพราะปัญหาที่แท้จริงเกิดจาก ระดับผู้บริหารและหลักการในการบริหารจัดการ
เศรษฐกิจไทยก็เช่นเดียวกัน การจะฟื้นฟูหรือยกระดับประเทศ ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การปรับเปลี่ยนนโยบายระดับผิวเผิน การจะสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและการขับเคลื่อนนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้จริง ต้องแก้ให้ถึงรากฐาน ผ่าน 2 ปัจจัยหลัก
- Rule of Law: มีกติกาที่ชัดเจน คาดเดาได้ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค
- Fair Game: ลดกำแพงการเข้าสู่ธุรกิจ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันและสร้างนวัตกรรมได้จริง
เสียงสะท้อนจากเอกชน: ยกระดับ Local Supplier ในไทย
คุณยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ แชร์มุมมองของเดลต้าที่ลงทุนในไทยกว่า 38 ปี กับการจ้างงานกว่า 30,000 ตำแหน่ง มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในระดับสูง และพยายามเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศมาตลอด แต่ยังติด 3 เงื่อนไขสำคัญ คือ
…มีผู้ผลิตในประเทศหรือไม่?
…ได้มาตรฐานหรือไม่?
…และราคาแข่งขันได้หรือไม่?
เพื่อจะแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้เสนอการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือจูงใจ (Global Minimum Tax) เปิดให้บริษัทข้ามชาตินำเงินที่ใช้ในการอุดหนุนและพัฒนา Local Supplier ในไทย มาใช้ประโยชน์ทางภาษีได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด
รวมถึงเสนอการทำแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ดึงดูดการลงทุน โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทใหญ่ 1 ราย ช่วยนำพาและพัฒนา Local Supplier รายย่อยในไทย 5-10 ราย ซึ่งเปรียบเหมือนมีบริษัทใหญ่ช่วยการันตีและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น
สรุป…เป้าหมายของไทย จึงไม่ใช่แค่การ ‘วิ่งตามไม่ให้ตกขบวน’ แบบ FOMO แต่ต้องผนึกกำลังร่วมมือกันในทุกภาคส่วนและสร้างนโยบายที่ชัดเจน เพื่อให้เราได้ประโยชน์จากการขึ้นรถไฟนั้น และอยู่ในขบวนได้นานพอเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป
















