×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

6 หุ้นสุดยอด “ถูกและดี”

5,541

 

ก่อนจะซื้อของสักชิ้น ปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งหนีไม่พ้น “ราคาต้องถูก ของต้องดี” เพราะทำให้เกิดความคุ้มค่า เช่นเดียวกับ “หุ้น” กว่าจะซื้อได้สักตัว ต้องประเมินจนมั่นใจว่าราคากับคุณภาพ “สมเหตุสมผล”  ยิ่งไปกว่านั้นหากซื้อได้ในราคาต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่า ยิ่งมีโอกาสทำกำไรเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

 

การประเมินมูลค่าหุ้น ถือเป็นกฎเหล็กของนักลงทุนว่าจะตัดสินใจ “ซื้อ” หรือ “ขาย” วิธีการคือ เปรียบเทียบราคาหุ้นในปัจจุบัน กับมูลค่าหุ้นที่แท้จริงที่ได้จากการประเมิน

 

แต่ปัญหาก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นที่หมายตาไว้มีมูลค่า “ถูก” หรือ “แพง”?

 

Marc Reinganum นักลงทุนและผู้จัดการกองทุนในสหรัฐอเมริกา และเป็นนักเขียนด้านการลงทุนให้กับ Money Magazine, Wall Street Journal, Fortune, Forbes และ Bloomberg  ทำการศึกษาวิจัยเพื่อหาหุ้นที่เขาเรียกว่า Stock Market Winner ผ่านเครื่องมือ และเงื่อนไข 5 ข้อที่ใช้คัดกรองหุ้น ดังนี้

 

 

1.ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio) น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.50 เท่า

 

หุ้นที่น่าซื้อ นอกจาก P/BV Ratio ต่ำๆ แล้ว หุ้นตัวนั้นต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี ผลการดำเนินงานยังมีการเติบโตที่น่าประทับใจ ซึ่งระดับกำไรต่อหุ้น (EPS) สามารถสะท้อนหุ้นดังกล่าวได้

 

2.กำไรต่อหุ้น (EPS) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 ไตรมาสขึ้นไป

 

กำไรต่อหุ้นคือ อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นหรือส่วนกำไรสุทธิแบ่งเฉลี่ยให้กับหุ้นสามัญแต่ละหุ้นของบริษัท โดยมาจากการนำกำไรมาหารด้วยจำนวนหุ้น ดังนั้น กำไรต่อหุ้นยิ่งสูงยิ่งดี เพราะแสดงว่าบริษัทมีความสามารถต่อการสร้างผลกำไร ฐานะทางการเงินแข็งแรง

 

3.กำไรต่อหุ้น (EPS) เป็นบวกติดต่อกัน 4 ปีขึ้นไป

 

หากนักลงทุนค้นหาหุ้นที่มีกำไรต่อหุ้นสูงๆ ขณะที่หนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ หรือลดลงต่ำลงเรื่อยๆ แล้วตัดสินใจลงทุนย่อมมีความปลอดภัยสูง และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น (Capital Gain) และอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เรียกได้ว่า นักลงทุนระยะสั้นก็ลงทุนได้ นักลงทุนระยะยาวก็ถือได้ด้วยความสบายใจ

 

4.EBITDA Margin มากกว่าหรือเท่ากับ 10%

 

สำหรับ EBITDA Margin คือกำไรก่อนภาษีและต้นทุนทางการเงิน หรือกำไรขั้นต้นที่หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ และรวมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ค่าตอบแทนผู้บริหารด้วย

หาก EBITDA Margin อยู่ในระดับสูง แสดงถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท หรือสามารถเปรียบเทียบแนวโน้มความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร

 

5.ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสูงกว่าภาวะตลาด และใกล้เคียงกับราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ มากกว่าหรือเท่ากับ 15%  

 

สำหรับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวของราคาเพิ่มขึ้นสูงกว่าภาวะตลาด และใกล้เคียงกับราคาสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ หมายความว่าราคาหุ้น “ขึ้นเร็ว” แต่ “ลงช้า” นั่นคือราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นสูงกว่าดัชนีตลาด ตรงกันข้ามถ้าดัชนีตลาดปรับลดลง ราคาหุ้นจะปรับลดลงช้ากว่า

กรณีดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าหุ้นตัวนี้มีนักลงทุนต้องการซื้อมากกว่าขาย นั่นหมายความว่า ราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นไปต่อเนื่อง หรือมีโอกาสปรับลดลงน้อย วิธีการสังเกตว่าหุ้นเข้าข่ายลักษณะนี้ก็คือ ปัจจุบันราคาหุ้นปรับขึ้นมาใกล้ถึงจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในรอบ 52 สัปดาห์ (หรือ 1 ปี) แล้วหรือไม่

 

หากนำวิธีของ Reinganum มาคัดกรองหุ้นในตลาดหุ้นไทย ณ วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา พบว่ามีหุ้น 6 ตัวที่เข้าเกณฑ์ และกล่าวได้ว่าเป็นหุ้นที่ราคายังถูกเมื่อเทียบกับคุณภาพที่คับแก้ว

 

#WealthMeUp

 

กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

Related Stories