ตลท. เตรียมชงรัฐบาลใหม่เดินหน้า TISA พร้อมปรับเกณฑ์อัพสเน่ห์หุ้นไทย
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
เร่งผลักดัน TISA เครื่องมือออมเงินระยะยาว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ประเด็นเร่งด่วนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเสนอ คือ การจัดตั้ง TISA ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน พร้อมทั้งช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบตลาดทุนไทย
ที่ผ่านมา โครงการ TISA ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเกิดการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หารือกับภาครัฐเกี่ยวกับแนวทางปรับรูปแบบการลงทุน เพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การออกแบบเงื่อนไขให้ไม่จำกัดอายุโครงการ ลดแรงจูงใจในการขายคืนจำนวนมากเมื่อครบกำหนดแบบที่เคยเกิดขึ้นกับกองทุน LTF รวมถึงเปิดโอกาสให้สามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น
ปรับเกณฑ์ IPO ดึงบริษัทไม่หนีไปจดทะเบียนในต่างประเทศ
นายอัสสเดช ยอมรับว่า ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นเพื่อนบ้านมีการแข่งขันที่สูงมาก โดยเฉพาะฮ่องกงและสิงคโปร์ และพบว่ามีบางตลาดเชิญชวนบริษัทไทยไปจดทะเบียนค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพยฯ พร้อมทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. ทบทวนลดขั้นตอนการเข้าจดทะเบียนให้ง่ายและชัดเจนขึ้น เช่น เน้นใช้หลักเปิดเผยข้อมูลสำคัญ ลดการใช้ดุลยพินิจ พร้อมรักษาสมดุลระหว่างคุณภาพ (Quality) และจำนวน (Quantity) บริษัทจดทะเบียน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทย
เล็งหารือ ธปท. เพิ่มสัดส่วนต่างชาติซื้อหุ้น
ส่วนประเด็นที่ MSCI มีการปรับลดน้ำหนักหุ้นไทย โดยเฉพาะใน MSCI Emerging Markets ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง จากการศึกษาพบว่าหนึ่งในปัจจัยหลักคือข้อจำกัดการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ถ้าหากต่างชาติถือหุ้นถึงระดับ 25% แล้วต้องไปถือผ่าน NVDR ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีแผนที่จะไปหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่าจะมีการปรับเกณฑ์อย่างไรเพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากกว่านี้ได้
เดินหน้าโครงการ Jump+
นอกจากนี้ เกณฑ์ของ MSCI ยังพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและสภาพคล่องของหุ้น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน ตลท. จึงเดินหน้าโครงการ Jump+ เพื่อกระตุ้นให้บริษัทกลับมาลงทุนและต่อยอดธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนมักให้น้ำหนักกับองค์กรที่มีเส้นทางการเติบโตชัดเจนในอนาคต ซึ่งขณะนี้มี 114 บจ. เข้าร่วมโครงการ
ดึงธุรกิจใหม่เช้าตลาดทุนไทย ผ่านโครงการ BOI to IPO
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเตรียมเสนอโครงการ BOI to IPO ซึ่งมีเป้าหมายเชื่อมโยงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เป็น New Economy ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้ง EV ,Data Center, Wellness และ Semiconductor
นายอัสสเดช บอกอีกว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา รายชื่อบริษัทในดัชนี SET50 มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างจำกัด แตกต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งดัชนี S&P500 และ Nasdaq ที่มีการหมุนเวียนบริษัทใหม่ๆ เข้ามาแทนที่รายเดิมกว่า 90% โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นโครงการ BOI to IPO จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปิดประตูให้ธุรกิจแห่งอนาคตเข้าสู่ตลาดทุนไทย พร้อมเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูง
ปรับข้อกฎหมาย ยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน
ในด้านการกำกับดูแล ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยากเห็นการผลักดันแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจหน้าที่ ก.ล.ต. เป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษผู้กระทำผิดมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดข้อจำกัดจากความล่าช้าในกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
เล็งปรับเวลาเทรด
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างพิจารณาปรับเวลาเปิดซื้อขายหุ้น โดยอาจกลับไปใช้เวลาเดิมในช่วงภาคบ่าย หลังปรับมาเปิด 14.00 น. ต่อเนื่องเกือบ 2 ปี เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มองว่าการขยายเวลาซื้อขายยังไม่คุ้มต้นทุน และการขยายเวลาอาจเหมาะสมกว่านี้ หากตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักเหมือนในอดีต
















