คนโสด ต้องรู้! อย่าปล่อยให้ 3 สิทธิประกันสังคมตกหล่น
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมไม่จำกัดเฉพาะทายาทเท่านั้น หากผู้ประกันตนได้ทำหนังสือ ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยสิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และเงินบำเหน็จชราภาพ
1. ค่าทำศพ
ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท หากส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 1 เดือน ภายใน 6 เดือนก่อนเสียชีวิต ผู้มีสิทธิรับค่าทำศพ ได้แก่ บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพ และเป็นผู้จัดการศพจริง ที่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัดการศพ หรือบุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ
ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 (ส่งเงินสมทบเดือนละ 70 บาท หรือ 100 บาท) จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 (ส่งเงินสมทบเดือนละ 300 บาท) จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท หากส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใน 12 เดือนก่อนเสียชีวิต
2. เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 หากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง 120 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง x 4 เดือน และหากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์ในอัตรา 50% ของค่าจ้าง x 12 เดือน ส่วนผู้ประกันตนมาตรา 40 ทางเลือกที่ 1 และ 2 จะได้รับเงินสงเคราะห์ 8,000 บาท เมื่อส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือนก่อนเสียชีวิต
โดยเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตจะจ่ายให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์หากไม่ได้ทำหนังสือระบุไว้ จะจ่ายให้ผู้มีสิทธิตามลำดับ ดังนี้
- สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย
- บิดาและมารดา (กรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส จะได้รับสิทธิเฉพาะมารดา)
- บุตร รวมถึงบุตรบุญธรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
“สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่ไม่ได้สมรส หรือไม่มีบิดามารดาและทายาทตามกฎหมาย หากประสงค์จะมอบสิทธิเงินสงเคราะห์กรณีตายให้แก่บุคคลอื่น สามารถจัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ไว้ล่วงหน้าได้ โดยหากไม่มีบุคคลใดมีสิทธิรับเงินดังกล่าว กองทุนประกันสังคมก็จะไม่ได้จ่ายสิทธิประโยชน์แก่บุคคลใด สำนักงานประกันสังคมจึงขอแนะนำให้ผู้ประกันตนที่สถานะโสดจัดทำเอกสารระบุชื่อผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตายให้ชัดเจน พร้อมกรอกเลขประจำตัวประชาชนของผู้รับสิทธิและพยานให้ครบถ้วน เพื่อให้เอกสารมีความถูกต้องสมบูรณ์และสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิสามารถเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้เองและนำมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิตแล้ว”
3. เงินบำเหน็จชราภาพ
ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เมื่อเสียชีวิต ทายาทมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ซึ่งประกอบด้วยเงินสะสมและผลประโยชน์ตอบแทน โดยแบ่งให้แก่ผู้มีสิทธิดังนี้
- บุตรชอบด้วยกฎหมาย ได้รับ 2 ส่วน หากมีบุตรตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ได้รับรวม 3 ส่วน
- สามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรส ได้รับ 1 ส่วน
- บิดาและมารดาที่มีชีวิตอยู่ ได้รับ 1 ส่วน
- บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ ได้รับ 1 ส่วนร่วมกับทายาท
หากไม่มีทายาทหรือไม่มีผู้ที่ระบุไว้เป็นผู้รับผลประโยชน์ จะจ่ายตามลำดับ ได้แก่
- พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
- น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา
- ปู่ ย่า ตา ยาย
- ลุง ป้า น้า อา
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 40 เงินบำเหน็จชราภาพจะจ่ายให้แก่ บิดา มารดา สามีหรือภรรยา บุตร และบุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ โดยได้รับในจำนวนที่เท่ากัน หากไม่มีบุคคลดังกล่าว จึงจะพิจารณาจ่ายให้ญาติในลำดับเดียวกัน คือ พี่น้องร่วมบิดามารดา พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และลุง ป้า น้า อา
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมแนะนำผู้ประกันตนสามารถกำหนดผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคลอื่นไม่ใช่ทายาทได้เพียงทำหนังสือระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ เพื่อให้การจ่ายสิทธิเป็นไปตามเจตนาของผู้ประกันตนอย่างถูกต้อง ผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิตที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สะดวกทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

















