×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

พอร์ตคุณพร้อมหรือยัง? เมื่อโลกเข้าสู่ยุค ‘ไม่พัง แต่ไม่ปัง’ บทสรุปสำคัญจากเวที K WEALTH Investment Forum 2O26

81

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, การเข้าสู่สังคมสูงวัย และ AI ที่กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการลงทุน

 

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย จัดงาน K WEALTH Investment Forum 2026: The Signal Compass เข็มทิศการลงทุนในโลกที่เต็มไปด้วยสัญญาณและความไม่แน่นอน เพื่อถ่ายทอดมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการบริหารความมั่งคั่ง ช่วยให้นักลงทุนมองเห็นสัญญาณสำคัญ เข้าใจแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้น และกำหนดทิศทางการลงทุนได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

 

มองโลกผ่าน 3 สัญญาณสำคัญ ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ฉายภาพว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก 3 แรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ 

 

  • Geopolitics Uncertainty ที่ส่งผลให้ Supply Chain เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระทบต่อเศรษฐกิจโลก ที่กำลังเปลี่ยนจากยุค Globalization เป็น Deglobalization

 

  • Aging Society และ Longevity คนมีอายุยืนขึ้น ต้องมีสุขภาพดีพอ มีสินทรัพย์เพียงพอ มีทักษะที่จำเป็น มีความสัมพันธ์ที่ดี และที่สำคัญคือ ต้องมีเป้าหมายในชีวิต (Sense of Purpose)

 

  • AI เติบโตอย่างรวดเร็ว มีอิทธิพลต่อชีวิตส่วนตัว ธุรกิจ และการลงทุน AI สามารถช่วยหาข้อมูลและวิเคราะห์ได้ แต่ “การตัดสินใจ” อยู่ที่ “คน” 

 

การลงทุนในโลกที่เต็มไปด้วย “ข้อมูล” มหาศาล นักลงทุนต้องอาศัย Decision Compass โดยหลัก “3P” ได้แก่

1. Purpose รู้ว่าลงทุนเพื่ออะไร

2. Priority ต้องจัดลำดับความสำคัญของข้อมูล

3. Pathway ต้องมีเส้นทางของการลงทุนที่ชัดเจนและมีวินัย

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ ทิ้งท้ายว่าคนที่สำเร็จในการลงทุน คือ คนที่มีวินัยในการลงทุน

 

ประเทศไทยในโลกใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย 3S

 

การบรรยายหัวข้อ “Navigating Thailand’s Future”  โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์มหภาค และนโยบายการคลังของประเทศ ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับ 3S มากขึ้น ได้แก่

 

  • Security ความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และภูมิรัฐศาสตร์ เปลี่ยนจาก Just in Time ที่เน้นประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการบริหารต้นทุน เป็น Just in Case เน้นความยืดหยุ่น (Resilience) จากความไม่แน่นอน ไทยมีจุดแข็งคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” และ “ความมั่นคงด้านสุขภาพและการแพทย์ที่นานาชาติยอมรับ

 

  • Stability เสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน เช่น ค่าเงินบาท มีเสถียรภาพกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูง และภาคธนาคารแข็งแกร่งมาก สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศอาเซียน อย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ถือว่าวินัยการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี

 

  • S-curve ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่มีวัยทำงานลดลง และสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ต่ำกว่า 30% ติดต่อกันเป็นเวลานาน ต้องมีการลงทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่ม Productivity

 

ดังนั้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ในช่วง 4 ปีนี้ และผลักดันให้ไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของเศรษฐกิจโลกใหม่ สิ่งที่ภาครัฐกำลังดำเนินการ คือ

 

1. Stabilize Today เป็นการประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อ หลังผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ คือ วิกฤตปากท้อง โดยใช้นโยบาย ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยทั้งกลุ่มผู้บริโภค 26 ล้านคน และ กลุ่มผู้ค้า 1 ล้านราย เพื่อให้ไปต่อได้หลังเกิดวิกฤตพลังงาน ที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและทำให้ต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น

 

2. Transition Now ถึงเวลาเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ไทยจะต้องเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด การอัปเกรดโครงข่ายพลังงาน การเปลี่ยนผ่านด้านคมนาคมและขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานสีเขียว เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ และส่งเสริมการสร้าง Supply Chain ด้านพลังงานสีเขียวภายในประเทศ 

 

3. Invest for Tomorrow การลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยยุทธศาสตร์ “Trusted Connector” ไทยเป็นจุดเชื่อมโยงได้กับทุกประเทศ โดยภาครัฐและเอกชนร่วมกันหา 7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ท่องเที่ยว พลังงานสะอาด เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (อุตสาหกรรมเกี่ยวกับวัฒนธรรม Content และการออกแบบ) สุขภาพและเกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก และอาหาร ภาครัฐจะต้องลงทุนและดึงดูดเอกชนให้ร่วมลงทุนด้วย พร้อมปลดล็อกการลงทุนของภาคเอกชน เช่น BOI อนุมัติการลงทุนเร็วขึ้น ต้องมีการลงทุนในทรัพยากรบุคคลและขีดความสามารถของประเทศ

 

ดร.สันติธารเชื่อว่า หากประเทศไทยสามารถเข้าสู่ Investment Cycle ได้สำเร็จ จะสร้างโอกาสการลงทุนให้กับนักลงทุนไทยอย่างแน่นอน จะสามารถเลือกลงทุนกับบริษัทไทยที่เป็นหุ้น Growth”  โดยไม่ต้องเฟ้นหาหุ้น Growth ในต่างประเทศเพียงอย่างเดียว 

เปิดสูตรจัดพอร์ต รับโลก “No Recession, But No Boom” 

 

Panel Discussion หัวข้อ “A World in Transition: Policy, Power, and Portfolios” โดยมี 3 ผู้เชี่ยวชาญ คือ

1. Mr. John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions – Asia จาก Lombard Odier 

2. Mr. Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist – Asia จาก J.P. Morgan Asset Management (JPMAM)      

และ 3. คุณศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย 

 

ทั้งสามท่านมีมุมมองต่อประเด็นต่างๆ ดังนี้ 

 

  • เศรษฐกิจโลกท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

Mr. John Woods จาก Lombard Odier มีมุมมองว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “Resilient but Softening” หรือแข็งแกร่งแต่เริ่มชะลอตัว มี 4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน นโยบายการเงิน การปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย AI และความยืดหยุ่นทางการคลัง มองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ยิ่งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันยิ่งพุ่งสูง ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง แต่ไม่ได้มองว่าจะแย่จนเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession)

 

ส่วน Mr. Alexander Treves จาก J.P. Morgan Asset Management มีมุมมองว่า ปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะผันผวนระยะสั้น และกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโต ทำให้ภาพเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาพ “ขยายตัวต่อ” มากกว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย

 

คุณศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “No Recession, But No Boom” คือ ไม่ถดถอยแต่ก็ไม่ได้โตมาก ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด คือ กำไรของบริษัทจดทะเบียน ไม่ใช่เรื่องสงครามอย่างเดียว ดังนั้น ไม่ต้องรีบไล่ซื้อ แต่อย่ารอจนพลาดโอกาสลงทุน แนะนำให้ลงทุนในกองทุน Global Multi-Asset เป็น Core Port เช่น K-WeatlhPLUS Series ที่บริหารกองทุนโดยมอง “โอกาส” เพื่อสร้าง “ผลตอบแทน” ผู้บริหารกองทุนปรับพอร์ตแบบ Active Management เพื่อให้ได้ผลตอบแทนชนะตลาด

 

หรือ K-ALLROADS Series บริหารกองทุนตามแนวคิดว่า “การควบคุมความเสี่ยง” คือ “วิธีสร้างผลตอบแทน” เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยง

 

ทางที่ดีคือ Stay Invested วางเงินหลักไว้ใน Global Multi-Asset (เช่น K-WealthPLUS Series หรือ K-ALLROADS Series) ให้ผู้จัดการกองทุนระดับโลกช่วยดูแลกระจายความเสี่ยงให้

 

  • ชี้ทิศลงทุนหุ้น AI ไปต่อทางไหน?

 

ผู้เชี่ยวชาญของ Lombard Odier มองว่า AI ยังอยู่ในวัฏจักรการเติบโตระยะยาว และเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ทั่วโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้อง Selective มากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะได้รับประโยชน์เท่ากัน แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีความโดดเด่น แต่แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุน (Overweight) ในตลาดเอเชียที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน เพราะ Valuation ในตลาดหุ้นเอเชีย ถูกกว่าตลาดสหรัฐฯ 

 

นอกจากหุ้นเทคโนโลยี หุ้นกลุ่มอื่น เช่น พลังงานและวัสดุ ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ชี้โอกาสการลงทุนในหุ้น Small Cap และ Mid Cap ในสหรัฐฯ ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ เพราะราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ พร้อมสรุปการลงทุนในตลาดหุ้นโลกในปีนี้ว่า ต้องมองบวกอย่างระมัดระวัง (Cautious Optimism) และคัดเลือกหุ้นอย่างพิถีพิถันมากขึ้น (Increasing Selectivity)

 

ด้าน J.P. Morgan Asset Management มีมุมมองว่า AI ยังไม่จบ และยังอยู่ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจ โดยเม็ดเงินลงทุน (Capex) ของบริษัทเทคโนโลยียังเติบโตต่อเนื่อง ส่วนผลประโยชน์จาก AI เริ่มกระจายจาก Hyperscaler ไปสู่หลายอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น Infrastructure, Data Center, Semiconductor และ Utilities ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ มากกว่า อุตสาหกรรมปลายน้ำ และให้สนใจ Earning Growth มากกว่าราคาหุ้นว่าขึ้นมาแล้วกี่ % 

 

เอเชียกำลังได้ประโยชน์จากการลงทุน AI ของโลก เพราะเป็นภูมิภาคที่เป็นผู้นำการผลิต Hardware ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนา AI และ Valuation ของบริษัทเอเชียยังต่ำกว่าบริษัทสหรัฐฯ มาก ทำให้ยังมีโอกาสในการลงทุน อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ AI ยังมีความผันผวนสูง นักลงทุนควรกระจายการลงทุน และระมัดระวังการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจยาก

 

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มีมุมมองในทิศทางเดียวกันว่า AI ยังไปต่อได้ แต่ต้องเลือกลงทุนมากขึ้น รอบแรกของ AI นักลงทุนได้ประโยชน์จาก Big Tech รอบต่อไปผลกำไรจะกระจายสู่บริษัทขนาดกลาง หุ้น Small Cap และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น 

 

คำแนะนำการลงทุน

 

    • สำหรับผู้รับความเสี่ยงปานกลาง แนะนำ กองทุน K-GINFRA ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโลก ได้ประโยชน์จาก Data Center Fiber Network ระบบไฟฟ้า Energy Infrastructure ที่เป็นธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดค่อนข้างมั่นคงและผันผวนน้อยกว่าหุ้นเทคโนโลยีโดยตรง

 

    • สำหรับผู้รับความเสี่ยงสูง แนะนำ กองทุน ES-GTECH ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก บริหารเชิงรุก (Active Management) สามารถปรับพอร์ตตามธีม AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกองทุน SCBRS2000 หุ้นขนาดเล็กสหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการกระจายตัวของกำไรและการฟื้นตัวของ Earnings Growth

 

  • ทิศทางดอกเบี้ย และโอกาสลงทุนในตราสารหนี้

 

Lombard Odier มองว่า หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย จะส่งผลให้ราคาน้ำมันลดลง ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะลดลง คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลง เอื้อต่อการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลคุณภาพสูง (Core Government Bonds) ส่วนแนวโน้มระยะต่อไป Bond Yields จะลดลง และราคาพันธบัตรสูงขึ้น มีโอกาสสร้างกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น

 

J.P. Morgan Asset Management มีมุมมองว่า ตลาดเริ่มมองไปยังจังหวะลดดอกเบี้ยมากกว่าขึ้นดอกเบี้ย ปัจจุบัน Bond Yield ยังอยู่ในระดับที่จูงใจเมื่อเทียบกับอดีต ตราสารหนี้กลับมาเป็น Asset Class ที่สร้างรายได้ (Income) ได้จริงอีกครั้ง Credit Spreads ในปัจจุบันสะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักกับข่าวดีมากกว่าข่าวร้าย Valuation ของสินทรัพย์บางประเภทค่อนข้างสูง ถ้าอัตราดอกเบี้ยไม่ลดลง โอกาสสร้างกำไรจาก Capital Gains ก็จะลดลงด้วย หากนักลงทุนต้องการ Capital Gains อาจเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสทำกำไรจากราคา และได้ผลตอบแทนจากปันผลด้วย 

 

K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มีมุมมองว่า US Treasury 10-Year Bond Yield ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจาก Coupon ในระดับที่น่าสนใจได้ทันที ซึ่งต่างจากมุมมองในช่วงต้นปี ที่คาดว่าดอกเบี้ยลดลงในอนาคต จะได้ประโยชน์เพิ่มจาก Capital Gain ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และทำให้ชะลอการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง

 

คำแนะนำการลงทุน กองทุนเด่น K-GDBOND ที่กองทุนหลักมี PIMCO เป็นผู้จัดการกองทุนบริหาร Duration เชิงรุกปรับพอร์ตไปยังตลาดพันธบัตรทั่วโลก เน้นสร้างผลตอบแทนจาก Coupon Rate ที่ยังอยู่ในระดับสูง

ลงทุนให้ชนะ ไม่ใช่เดาว่าลงทุนอะไรแล้วจะกำไร แต่คือมีระบบที่ดี

 

คุณวีระพล บดีรัฐ Lead Wealth Advisor จาก K WEALTH  แนะนำระบบ “ออกแบบ” การลงทุน เพื่อเป็น “ผู้ชนะ” ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

  • Design Your Portfolio

 

แบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วนให้ชัด : พอร์ตหลัก (Core Portfolio) 60-80% ของเงินลงทุน เน้นวางยาว ไม่ยุ่งบ่อย โดยแนะนำให้ลงทุนใน Global Multi-Asset  และ พอร์ตเสริม (Satellite Portfolio) 20-40% ของเงินลงทุน เน้นจับจังหวะตามธีมที่สนใจ เช่น AI และ เทคโนโลยี การแบ่งสัดส่วนแบบนี้ เวลาตลาดผันผวน จะรู้ทันทีว่าส่วนไหนควรนิ่ง ส่วนไหนต้องดู เวลาตลาดผันผวน  กอง Core ควรผันผวนน้อยกว่ากอง Satellite

 

  • Design Your Rules

 

ก่อนลงทุน “คิดกลยุทธ์ทางออก ก่อนจะเข้า” ต้องรู้ว่า จุดไม่สบายใจ คือ จุดไหน ก่อนกดซื้อทุกครั้ง จด 3 อย่างไว้ใน K +

 

1. ซื้อเพราะอะไร? (Why Buy): เขียนไว้ใน “โน้ตส่วนตัว” ของกองทุน เพื่อช่วยให้ทีมงานดูแลพอร์ตให้ตรงใจมากขึ้น

 

2. ตั้งเป้าหมาย (Target) ราคา ได้ทั้งกำไร และขาดทุน?:  ตั้ง Target Alert และกลับไปอ่านเหตุผลตัวเองในข้อ 1 ถ้าเป้าหมายยังตรงกับเหตุผลในการซื้อ และพื้นฐานยังดี ราคาลง = โอกาสซื้อเพิ่ม ถ้าเหตุผลในการซื้อเปลี่ยนไป อาจต้องปรับเปลี่ยนกองทุน

 

3. สัดส่วนเท่าไหร่ที่นอนหลับสบาย? (Position Size): สัดส่วนที่เหมาะสมของกองทุนควรอยู่ที่เท่าไหร่ เมื่อไหร่เห็นว่าสัดส่วนไม่ตรงกับที่ปักหมุดไว้ จะได้ปรับทัน ถ้ากอง Satellite มีสัดส่วนแค่ 2% ของพอร์ต ลงไป 20% ก็ไม่เจ็บ แต่ถ้าสัดส่วน 40% อาจนอนไม่หลับ

 

  • Design Your Support System

 

อย่าลงทุนคนเดียว เปิดประตูให้ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ช่วยดูแล: เปิดรับการแจ้งเตือน เปิดรับคำแนะนำ ใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นตัวช่วย เพราะ “นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนที่ทายอนาคตได้แม่นยำ แต่คือ คนที่มีระบบที่ช่วยในการตัดสินใจที่ดีที่สุด”

 

สรุป: โลกกำลังเผชิญกับ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” และเต็มไปด้วยความผันผวน มีสารพัดปัจจัยที่อาจจะทำให้โลกเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ AI ที่มีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวงการ และสังคมผู้สูงอายุที่เป็นโจทย์ท้าทายของหลายประเทศรวมทั้งไทย 

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ นักลงทุนจะต้องมองเห็นและเข้าใจสัญญาณต่างๆ ที่เกิดขึ้น ปรับตัวเอง ปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นผู้ชนะในทุกสถานการณ์

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ได้ที่ 

https://www.kasikornbank.com/k_4wXB8fn 

 

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats