×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

แจก AI ให้พนักงานทุกคนใช้ แต่ไร้กลยุทธ์ ทำไมองค์กรเสี่ยงล้มเหลว

44

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram

 

AI กำลังเปลี่ยนโลกการทำงาน และทักษะด้าน AI กำลังกลายเป็นความสามารถที่ตลาดแรงงานต้องการมากขึ้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่คือเราจะใช้ AI เพิ่มศักยภาพของตัวเองได้อย่างไร

 

หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยการ “แจก AI” ให้พนักงาน แต่จบลงด้วยการที่เครื่องมือถูกใช้ไม่เป็นระบบ ไม่มีตัวชี้วัด และไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน นั่นคือจุดที่ AI Transformation กลายเป็นความล้มเหลวทางกลยุทธ์

 

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในข้อคิดสำคัญจากเวทีเสวนา IMF Inspired: AI: Unlocking Our Human Potential ในการประชุม IMF-World Bank 2026 ซึ่งสะท้อนมุมมองจาก Dr. Ayesha Khanna Co-Founder and CEO, Addo และ Sabina Bhatia Director, Corporate Services and Facilities Department, IMF ถึงแนวทางใช้ AI เพื่อปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

 

1. ตลาดแรงงานเปลี่ยน คนทำงานต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

เมื่อทักษะด้าน AI มีความสำคัญต่อการทำงานมากขึ้น การเรียนรู้ทักษะใหม่จึงไม่ควรเป็นภาระของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว

 

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการสนับสนุนแรงงานให้ปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ผ่านมาตรการด้านการพัฒนาทักษะและการปรับโครงสร้างการทำงาน เช่น การเปิดคอร์ส AI กว่า 200 คอร์สบนแพลตฟอร์ม MySkillsFuture พร้อมสิทธิ์ใช้เครื่องมือ AI พรีเมียมฟรีเป็นเวลา 6 เดือนสำหรับพลเมืองที่ผ่านเกณฑ์และเข้าอบรมคอร์สที่กำหนด ขณะเดียวกัน โครงการ Career Conversion Programmes มีเงินสนับสนุนค่าจ้างให้บริษัทที่จ้างและ Reskill แรงงานสูงสุด 70% ของเงินเดือน เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และสูงถึง 90% ในกลุ่มแรงงานอายุ 40 ปีขึ้นไปหรือผู้ว่างงานระยะยาว โดยเงินสนับสนุนดังกล่าวจ่ายให้นายจ้างภายใต้เงื่อนไขของแต่ละโครงการ

 

แนวทางนี้สะท้อนว่า การเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ นายจ้าง และแรงงาน เพื่อให้คนทำงานมีโอกาสพัฒนาทักษะและปรับตัวได้ทันต่อโลกที่เปลี่ยนไป

 

2. AI อาจสร้างความเหลื่อมล้ำ หากประเทศไม่มีความพร้อม

 

นอกจากทักษะของแรงงานแล้ว ความพร้อมด้านเทคโนโลยีของแต่ละประเทศก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียที่กำลังผลักดันแนวคิด AI Sovereignty หรือการมีขีดความสามารถในการพัฒนาและกำกับดูแล AI ของตนเอง

 

การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโครงสร้างพื้นฐานด้านชิป จึงเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก และรับมือกับความเสี่ยงของ Digital Colonialism ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อประเทศต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ จนมีข้อจำกัดในการกำหนดทิศทางการพัฒนา รวมถึงอาจได้รับอิทธิพลจากค่านิยมและมุมมองที่ฝังอยู่ในระบบ AI

 

3. องค์กรใช้ AI ให้ได้ผล ต้องเริ่มจาก Workflow ไม่ใช่แค่แจกเครื่องมือ

 

การนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้หมายความว่าจะเกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่ถูกหยิบยกในเวทีคือ การแจก Copilot ให้พนักงานทุกคนโดยไม่มีแผนที่ชัดเจน ซึ่งอาจกลายเป็นความล้มเหลวทางกลยุทธ์ได้

 

สิ่งที่องค์กรควรทำ คือเริ่มจากการเลือก 3-5 กระบวนการทำงานสำคัญ (Workflows) ที่ส่งผลต่อธุรกิจจริง จากนั้นกำหนดตัวชี้วัด (Metrics) เพื่อประเมินว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและฝ่ายสื่อสารองค์กรต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานเข้าใจการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และปรับตัวอย่างเป็นระบบ

 

4. ใช้ AI ช่วยเรียนรู้ แต่อย่าปล่อยให้ AI คิดแทนทั้งหมด

 

แม้ AI จะช่วยให้การค้นหาข้อมูลและการทำงานสะดวกขึ้น แต่การพึ่งพา AI มากเกินไปอาจทำให้ผู้ใช้ขาดโอกาสฝึกฝนการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง

 

ในเวทีมีการกล่าวถึงงานวิจัยที่พบว่า นักเรียนที่ใช้ AI ทำการบ้านมีผลสอบลดลงราว 24-25% พร้อมเสนอแนวคิด “AI Fasting” หรือการเว้นช่วงจากการใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกคิดและแก้ปัญหาด้วยตนเอง ควบคู่กับการปรับการเรียนการสอนไปสู่ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริง

 

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่เป็นการรู้ว่าเมื่อใดควรใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย และเมื่อใดควรฝึกใช้ความคิดของตัวเอง

 

5. ลดช่องว่างทางเพศ เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นผู้สร้าง AI

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI โดยข้อมูลที่ Dr. Ayesha Khanna นำเสนอในเวทีระบุว่า มีช่องว่างราว 10% ระหว่างชายและหญิงในการใช้ Generative AI ขณะที่ผู้หญิงราว 59% มักใช้เครื่องมือ AI เมื่อได้รับอนุมัติจากองค์กร

 

ดังนั้น ผู้หญิงควรมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและนักลงทุนในอุตสาหกรรม AI ด้วย ซึ่งการลดช่องว่างดังกล่าวจึงต้องอาศัยทั้งโอกาสในการเรียนรู้ นโยบายสนับสนุนจากองค์กร และสภาพแวดล้อมที่เปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยี

 

Human Agency: มนุษย์ต้องเป็นผู้กำหนดทิศทาง

 

เหนือกว่าคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความสามารถของ AI คือคำถามว่า ใครควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของเทคโนโลยี

 

แนวคิด Human Agency เน้นย้ำว่า มนุษย์ต้องยังคงมีอำนาจในการตัดสินใจ กำหนดเป้าหมาย และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ระบบ AI เป็นผู้กำหนดทิศทางไว้แล้ว

 

แนวคิดนี้จึงเป็นหลักสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้นำองค์กรที่ต้องเลือกใช้ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบายที่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงสถาบันการศึกษาที่ต้องพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน

 

บทสรุป: ใช้ AI ให้เป็น โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์

 

AI ไม่ใช่ทั้งผู้ร้ายหรือฮีโร่ แต่เป็นเทคโนโลยีที่สร้างได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้และกำกับดูแลอย่างไร

 

สำหรับคนทำงาน การเรียนรู้ทักษะใหม่และรู้จักใช้ AI อย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สำหรับองค์กร การนำ AI มาใช้ต้องเริ่มจากเป้าหมายและผลลัพธ์ที่วัดได้ ส่วนภาครัฐและสถาบันการศึกษาต้องร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

 

ท้ายที่สุด ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ว่า AI จะเก่งขึ้นเพียงใด แต่อยู่ที่ว่ามนุษย์จะสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ โดยยังรักษาความสามารถในการคิด ตัดสินใจ และกำหนดอนาคตของตัวเองไว้ได้มากแค่ไหน

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats