×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

รู้ไงว่าควร “ออมเงิน” หรือ “ลงทุน” ?

1,402

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

มีหลายคนมั่นใจว่า เพียงแค่ “ออมเงิน” ก็จะมีเงินพอใช้หลังวัยเกษียณ แต่พอถึงวันนั้นจริงๆ ดอกผลของการออมเงินกลับเพิ่มขึ้นนิดเดียว มีเงินใช้แต่ไม่พอ ดังนั้นหากต้องการมีเงินใช้ยามแก่เฒ่า ต้องนำไป “ลงทุน”

 

แสดงว่า “ออมเงิน” และ “ลงทุน” มีความแตกต่างกันแน่ๆ มาดูกันว่าต่างกันตรงไหนบ้าง

 

ออมเงิน

 

1.เป้าหมายระยะสั้น

การออมเงิน เป็นเรื่องของเป้าหมายในระยะเวลาอันใกล้ และเงินที่นำไปออมก็ไม่ได้เยอะ เช่น ออมเงินเพื่อซื้อจักรยาน 1 คัน ซื้อรองเท้าวิ่ง 1 คู่ หรือซื้อตู้เย็น เป็นต้น

 

2.เงินต้นห้ามหาย

หมายความว่า เงินที่นำไปเก็บออมต้องมีความเสี่ยงต่ำมาก ดังนั้นจึงมักออมไว้กับบัญชีเงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งแน่นอนว่าผลตอบแทนย่อมต่ำตามไปด้วย หรือประมาณ 1 – 2% ต่อปี

 

3.ถ้าอยากซื้อรถ

มีคำถามคลุมเครือว่า อยากซื้อรถ ควรออมเงินหรือนำไปลงทุน คำตอบคือ นำไปเก็บออม

 

ถ้าไม่ได้ซื้อรถด้วยเงินสด แสดงว่าต้องผ่อน  หมายความว่า ต้องมีเงินดาวน์ ซึ่งเป็นเงินก้อนที่ไม่ได้สูงนัก ดังนั้น การออมเงินเพื่อมีเงินไปดาวน์รถน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะที่สุด

 

เช่นเดียวกับการเก็บเงินไปเที่ยวสักทริป การออมเงินเดือนละพันบาทต้นๆ กับกองทุนรวมตลาดเงินเป็นทางออกที่ดี ผ่านไปสัก 1 ปี อาจไปเที่ยวเกาะสมุย หรือเชียงใหม่ ได้ชิลชิลสักสัปดาห์

 

 

ลงทุน

 

1.เป้าหมายระยะยาว

หลักของการลงทุน คือ เก็บเงินเพื่อเป้าหมายระยะยาว เช่น เพื่อวัยเกษียณ เพื่อส่งลูกเรียน

 

2.ลงทุนน้อยแต่สม่ำเสมอ

วิธีที่ดีสำหรับการลงทุน คือ ทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หรือเรียกว่า Dollar Cost Averaging (DCA) เช่น ลงทุนเดือนละ 2,000 บาท ต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ปี (180 เดือน) ถ้าได้ผลตอบแทน 6% ต่อปี จะมีเงินทั้งสิ้น 581,637 บาท

 

3.เสี่ยงสูงได้

เมื่อลงทุนต่อเนื่องและต้องการสร้างผลตอบแทนระยะยาว จึงสามารถลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงได้ ดังนั้น กองทุนรวมหุ้น ตลาดหุ้น ทองคำ หรือแม้แต่ไปลงทุนต่างประเทศ จะตอบโจทย์ได้ดี

 

ดังนั้น ก่อนจะเก็บเงินควรถามตัวเองก่อนว่า “เพื่ออะไร” เพราะถ้าวางเงินให้ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีและเป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

 

 

#WealthMeUp

Related Stories