นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงความคืบหน้าล่าสุดของการผลักดันสูตรบำนาญ CARE โดยระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบสูตรบำนาญดังกล่าว และเตรียมส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน
เกษียณแล้ว…เลือกรับเงินยังไงดี? “บำเหน็จ” ก้อนเดียวจบ หรือ “บำนาญ” รายเดือนตลอดชีพ
นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิตผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนจากกองทุนประกันสังคมไม่จำกัดเฉพาะทายาทเท่านั้น หากผู้ประกันตนได้ทำหนังสือ ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ล่วงหน้าตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม โดยสิทธิประโยชน์กรณีเสียชีวิตประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ค่าทำศพ เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และเงินบำเหน็จชราภาพ
ทุกเดือน ผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน ส่งเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคม เงินก้อนนี้ไม่ใช่แค่เงินที่ถูกหักออกจากรายได้ แต่เป็นหลักประกันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงาน การรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงความมั่นคงทางการเงินในอนาคต แต่คำถามสำคัญคือ…เงินก้อนใหญ่ของคนทำงานกว่า 24 ล้านคนนี้ ใครเป็นคนกำหนดทิศทาง?
อิสรภาพหลังเกษียณ ต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่มั่นคง มาทำความเข้าใจความแตกต่างของสิทธิประโยชน์ระหว่าง “บัตรทอง” และ “ประกันสังคม” เพื่อให้วัยเกษียณตัดสินใจเลือกสวัสดิการรักษาพยาบาลที่ตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างมั่นใจ
นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึง สิทธิที่ผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครองจากการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนในอัตรา 5% ของค่าจ้าง ซึ่งนายจ้างก็ได้สมทบในอัตรา 5% เช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีส่วนของรัฐบาลที่ร่วมสมทบในอัตรา 2.75% รวมทั้ง 3 ฝ่าย เป็น 12.75% สำหรับใช้ในการจ่ายสิทธิประโยชน์ทั้ง 7 กรณี ให้แก่ผู้ประกันตน ได้แก่ กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และกรณีว่างงาน เงินสมทบสูงสุดเดือนละ 875 บาท (คำนวณจากเพดานค่าจ้าง 17,500 บาท) ถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบเพื่อดูแลผู้ประกันตนใน 7 กรณีสำคัญ