เดินหน้าบำนาญสูตร CARE ยึดฐานรายได้ตลอดชีวิตทำงาน
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงความคืบหน้าล่าสุดของการผลักดันสูตรบำนาญ CARE โดยระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบสูตรบำนาญดังกล่าว และเตรียมส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน
ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้
ปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพ ผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน
จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
ปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
จากเดิมที่คิดอัตราเพิ่ม 1.5% ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตรา 0.125% ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น
การปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ
จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี
สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม จะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกัน เริ่มจาก 100% ในปีแรก 80% ในปีที่สอง 60% ในปีที่สาม 40% ในปีที่สี่ และ 20% ในปีที่ห้า หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้
สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากเมื่อนำสูตรใหม่มาคำนวณแล้วพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทยให้มีความเป็นธรรม ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต
















