×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

รวยแล้วรวยอีก

2,532

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

อู้ฟู่ไปตามๆกัน บรรดามหาเศรษฐีไทยระดับ Top 50 ของประเทศ เพราะตอนนี้ทรัพย์สินในมือมีมูลค่าเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนทรัพย์สินของกลุ่ม Top 4 ก็มีมูลค่ารวมกันเพิ่มขึ้นเกือบ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ!

 

 

โดยมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของประเทศ ยังเป็นเจ้าเดิมคือ “พี่น้องตระกูลเจียรวนนท์” แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่รวยสุดๆ เป็นประวัติการณ์ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะหุ้นธุรกิจที่ถืออยู่ราคาดีวันดีคืน ไม่ว่าจะเป็น ซีพี. ออลล์ ที่ 7-Eleven  มียอดขายดี หลังอารมณ์จับจ่ายของผู้บริโภคดีขึ้น ส่วนธุรกิจผิงอัน บริษัทประกันในจีนก็ไปได้สวยในยุคฟินเทค

 

ด้านมหาเศรษฐีอันดับ 2 คือ “ตระกูลจิราธิวัฒน์” แห่งเครือเซ็นทรัล ที่มีทรัพย์สินรวม 2.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยอันดับ 3 “เฉลิม อยู่วิทยา” ของกระทิงแดง มีทรัพย์สินรวมเพิ่มเป็น 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับ 4 คือ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” เครือไทยเบฟ เจ้าของทรัพย์สินรวม 1.74 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอันดับ 5 “วิชัย ศรีวัฒนประภา” แห่งอาณาจักรคิง พาวเวอร์ มีทรัพย์สินรวม 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

 

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การจัดอันดับมหาเศรษฐีไทยปีนี้โดย Forbes มีมหาเศรษฐีมีทรัพย์สินระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปมากถึง 32 อันดับ ในกลุ่มนี้มี 2 คน เป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่งเข้าทำเนียบ Top 50 เป็นปีแรก หลังพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ซีอีโอ กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ มหาเศรษฐีหน้าใหม่ที่รวยที่สุด เจ้าของทรัพย์สิน 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองอันดับ 7 ของทำเนียบ ขณะที่ “ประจักษ์ ตั้งคารวคุณ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักรสี TOA ติดอันดับ 14 ด้วยทรัพย์สินรวม 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

นอกจากนี้ ยังมีมหาเศรษฐีใหม่ที่น่าจับตามองในยุคกระแสอยากมีผิวขาวยังแรงไม่หยุด คือ “สราวุฒิ พรพัฒนารักษ์” ซีอีโอ ดู เดย์ ครีม เจ้าของครีมหอยทาก SNAILWHITE ที่มีทรัพย์สินมูลค่า 675 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ติดอันดับ 45 ของโผครั้งนี้

 

ถึงตรงนี้…บางคนอาจสงสัยว่า วัด “ความรวย” กันอย่างไร

 

สำหรับทำเนียบมหาเศรษฐีไทย  Forbes ตีค่าความรวย โดยประเมินจากข้อมูลทางการเงินและการถือครองหุ้นของบุคคลที่ถูกจัดอันดับ บวกกับทรัพย์สินของครอบครัวและทรัพย์สินที่ถือครองโดยสมาชิกครอบครัวในหลายรุ่น โดยการตีมูลค่ามูลค่าทรัพย์สินในบริษัทมหาชนจะคำนวณจากราคาหุ้น และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 เมษายน ส่วนทรัพย์สินในบริษัทที่ถือครองส่วนตัวจะประเมินค่าโดยเทียบกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

เพียงเท่านี้ ก็รู้กันว่า…มหาเศรษฐีไทยรวยขนาดไหน!

 

 

#WealthMeUp

Related Stories