×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

ถอดบทเรียนการลงทุน ETF จาก..."Warren Buffet"

1,303

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

“Warren Buffett” เคยให้คำแนะนำ “หลักการลงทุนแบบ 90/10” ผ่านจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire Hathaway ไว้ว่า…ในวันที่เขาจากโลกนี้ไป สิ่งที่เขาต้องการให้ผู้ดูแลทรัพย์สินบริหารจัดการทรัพย์สินสำหรับภรรยาของเขาก็คือ “90% ลงทุนใน S&P500 Index Fund ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำมาก และอีก 10% ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น”

 

เพราะ Warren Buffett เชื่อว่าการลงทุนแบบนี้จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ดีกว่าการลงทุนแบบอื่นที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงๆ ให้กับผู้จัดการกองทุน โดยหลักการที่ว่านี้ก็สอดคล้องกับรูปแบบการลงทุนผ่าน ETF หรือ Exchange Traded Fund นั่นเอง ซึ่งถือเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Passive หรือสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีชี้วัด

 

ย้อนกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งในปี 2007  Warren Buffett ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่าดัชนี S&P 500 สามารถจะเอาชนะกองทุน Hedge Fund ได้ โดยให้ความเห็นว่า “ผู้จัดการกองทุน Hedge Fund เก่งๆ จะแพ้นักลงทุนมือสมัครเล่นที่มีความอดทน โดยการถือกองทุน ETF ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำๆ อย่างดัชนี S&P 500 ในระยะยาว”

 

Warren Buffett ท้าเดิมพันกับ Ted Seides อดีตผู้จัดการกองทุน Hedge Fund กองหนึ่งที่ชื่อว่า Protégé โดยเดิมพันกันว่าใครจะชนะระหว่าง “ดัชนี S&P 500” กับ “กองทุน Active Fund” ภายในระยะเวลา 10 ปี

 

31 ธันวาคม 2017 เวลาผ่านไปจนครบกำหนด 10 ปี ผลปรากฏว่า…กองทุนที่ Protégé เลือก ได้ผลตอบแทน 24% จากเงินต้น 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ได้ผลตอบแทนมากถึง 94% ถือว่ากองทุนดัชนีที่ลงทุนตามตลาด สามารถเอาชนะได้แบบขาดลอยเลยทีเดียว


เวลาผ่านมา 3 ปีหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว บริษัท Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกองทุน ETF เป็นครั้งแรกในไตรมาส 4 ปี 2019 ได้แก่ SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) และ Vanguard S&P 500 ETF (VOO) รวมมูลค่า 25 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

 

SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) ถือเป็นกองทุน ETF กองแรกของโลกที่เกิดขึ้นมาเมื่อวันที่ 22 มกราคม 1993 ETF ลงทุนล้อไปกับดัชนี S&P500 ของสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันนี้ก็เป็นกอง ETF ที่มีมูลค่าทรัพย์สินที่ดูแลอยู่สูงที่สุดด้วยมูลค่า 299,240 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

 

Vanguard S&P 500 ETF (VOO) ก่อตั้งช้ากว่า คือ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2010 แต่ลงทุนตามดัชนี S&P 500 เหมือนกัน โดยมีมูลค่าทรัพย์สินที่ดูแล 166,360 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ

 

ความแตกต่างระหว่าง SPY และ VOO ที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง คงจะเป็นเรื่องของ “ค่าใช้จ่ายกองทุน” (Expense Ratio) โดย SPY คิดที่ 0.09% ขณะที่ VOO คิดที่ 0.03%

 

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งเเรกที่ Berkshire Hathaway เข้ามาลงทุนในตลาด ETF แต่เราคงไม่แปลกใจเท่าไรนัก หากเราได้เห็นสิ่งที่ Warren Buffett พูดไว้ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นในปี 2556 และผลลัพธ์ของการเดิมพันเมื่อปี 2560

 

ถอดบทเรียนการลงทุนจาก Warren Buffett

 

บทเรียน 3 ข้อ ที่เราได้จาก Warren Buffett ในเรื่องนี้ คือ

 

Diversification หรือการกระจายความเสี่ยง

 

โดยกระจายการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ มั่นคง อยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว อย่างหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเคยมีผลการศึกษาว่า ยิ่งถือหุ้นจำนวนเยอะ ยิ่งเป็นการลดความเสี่ยงลง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

 

Simplicity หรือความเรียบง่าย

 

ไม่ต้องลงทุนอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางอะไรมากมายนัก แค่เลือกดัชนีให้ถูกและลงทุนไปเรื่อยๆ

 

Discipline หรือวินัยการลงทุน

 

คำพูดที่น่าจะเหมาะที่สุด คือ “เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนระยะยาว” เพราะเราต้องปล่อยให้ผลตอบแทนเติบโต ออกดอกออกผลกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป

 

ETF…การลงทุนที่ชนะแบบไม่ต้องรบ

 

จากทั้งหมดที่เล่ามา ETF น่าจะเป็นทางเลือกลงทุนที่อธิบายถึงความสำเร็จส่วนหนึ่งในการลงทุนของ Buffett ได้เป็นอย่างดี โดย ETF ย่อมาจาก Exchange Traded Funds เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนตามดัชนีต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงการเคลื่อนไหวของดัชนีอ้างอิงมากที่สุด และสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดได้เหมือนหุ้น

 

  • Exchange คือ การซื้อขายเปลี่ยมือหน่วยลงทุนโดยจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • Traded คือ การมีสภาพคล่องสูง สามารถทำรายการลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ได้เหมือนกับหลักทรัพย์จดทะเบียนตัวหนึ่ง ซื้อขายกันได้ตลอดทั้งวันทำการ และเห็นราคาขึ้นลงตลอดเวลาแบบ Real-Time มี Bid-Offer ไม่ต่างจากหุ้น
  • Fund เพราะว่า ETF ถือเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่ง

 

สรุปง่ายๆ ได้ว่า ETF เป็นการนำเอาจุดเด่นของกองทุนรวมดัชนี และหุ้นผสมผสานเข้าไว้ด้วยกัน โดยสามารถลงทุนได้หลากหลายประเภท เช่น หุ้นในประเทศ หุ้นต่างประเทศ น้ำมัน ทองคำ เป็นต้น

 

จากข้อมูล ณ สิ้นปี 2562 ทั่วทั้งโลกมี ETF ทั้งสิ้น 7,927 กอง มูลค่ามากถึง 7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ส่วนของประเทศไทยนั้นมี ETF 12 กอง มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 16,557 ล้านบาท โดยมีกองทุนเด่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

 

  • TDEX (ThaiDEX SET50 ETF) ลงทุนในดัชนี SET50
  • BSET100 กองทุนเปิด BCAP SET100 ETF สร้างผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี SET100 Total Return Index
  • 1DIV กองทุนเปิดไทยเด็กซ์ SET High Dividend ETF ลงทุนในดัชนี SET HD
  • ENGY ลงทุนใน SET Energy & Utilities Sector
  • CHINA กองทุนเปิดดับเบิลยูไอเอสอี เคแทม ซีเอสไอ 300 ไชน่า แทร็กเกอร์ สร้างผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี CSI300

 

หากเราจะลองลงทุนตามที่ Warren Buffett ทำ คือ “ลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500” เราอาจลงทุนใน “TDEX” ซึ่งเป็นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 50 บริษัทของไทย โดยผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ของ TDEX จะอยู่ที่ 5.39% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 22 พ.ย. 2563) ซึ่งถือว่าทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียว แม้จะเจอกับวิกฤติ COVID-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมา (หากเราเลือกหุ้นลงทุนเอง อาจขาดทุนด้วยซ้ำไป)

 

หรือหากจะดูผลตอบแทนย้อนหลังช่วงก่อนเกิด COVID ให้เราลองเทียบผลตอบแทนเฉลี่ย 10 ปี จะได้ 8.92% (ข้อมูล 10 ปี เทียบเมื่อสิ้นสุดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563) ซึ่งสูงกว่ามากทีเดียว

 

โดยสรุปแล้ว ETF น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีไม่แพ้ตลาด มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี เป็นเครื่องมือสำหรับการลงทุนในระยะยาว แถมยังมีความยืดหยุ่นในการซื้อขายได้สะดวก เหมาะกับการลงทุนอย่างสบายใจและยั่งยืน

 

สำหรับใครที่สนใจอยากเริ่มลงทุนใน ETF สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “รอบรู้ลงทุน ETF” ฟรี!!! https://elearning.set.or.th/SETGroup/courses/161/info#_ga=2.82210518.1128344896.1625118617-512741513.1625118617

 

หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

 

 

#WealthMeUp

 

ที่มาข้อมูล : https://www.setinvestnow.com/th/knowledge/article/113-warren-buffett-and-investing-in-etf

 

 

Related Stories

amazon anti fatigue mats