×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

1O กองทุนรวมน้ำมัน ผลงานเด่น

777

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

หากแยกกลยุทธ์การลงทุนผ่านกองทุนรวมสามารถแยกออกเป็น 2 แบบ ได้แก่ กองทุนหลัก เป็นการเน้นลงทุนในระยะยาว (5 ปีขึ้นไปหรือลงทุนเพื่อวัยเกษียณ) และให้น้ำหนักพอร์ตลงทุนสัดส่วนสูง เช่น 70 – 80% และอีกกลยุทธ์เรียกว่ากองทุนทางเลือก ซึ่งเน้นลงทุนเพื่อหาโอกาสทำกำไรเป็นช่วง ๆ (6 เดือน – ประมาณ 2 ปี) โดยน้ำหนักเงินลงทุนไม่เยอะ เช่น 5 – 10% ของพอร์ตโดยรวม

 

สินทรัพย์ทางเลือก เหมาะกับการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ในกลุ่มอื่น ๆ น้อย โดยนอกจากเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงแล้ว อาจมองเป็นสินทรัพย์เพื่อเก็งกำไรส่วนต่างจากราคาได้อีกด้วย ซึ่งสินทรัพย์ลงทุนทางเลือกกลุ่มหลัก คือ สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) แบ่งย่อยได้เป็น

 

  • Hard Commodity

 

เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปหรือมีการค้นพบเพิ่มขึ้นบ้างแต่อัตราการค้นพบไม่เยอะ เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ทองคำ เงิน ทองคำขาว อลูมิเนียม ทองแดง เป็นต้น

 

  • Soft Commodity 

 

เป็นสินค้าการเกษตร มีการผลิตขึ้นและทดแทนได้ แต่ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เปลี่ยนไปตามฤดูกาล เปลี่ยนไปตามโรคระบาด เช่น ยางพารา ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง น้ำตาล ฝ้าย เนื้อโค เนื้อสุกร เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้สินทรัพย์กลุ่มนี้เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยง แต่ก็มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากราคาสินทรัพย์มีความผันผวนสูง โดยนอกจากความต้องการใช้ (Demand) และปริมาณที่มีให้ใช้ (Supply) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดราคาสินทรัพย์แล้ว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดการณ์ได้ยาก เช่น ฤดูกาล ภัยธรรมชาติ สงคราม โรคระบาด ล้วนมีผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ รวมถึงอาจไม่มีสภาพคล่องในการซื้อขาย

 

สำหรับความน่าสนใจของกองทุนรวมน้ำมัน บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ระบุว่าจากการปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงของราคาน้ำมันในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบ WTI (น้ำมัน West Texas Intermediate ซึ่งใช้เป็นราคาอ้างอิงของน้ำมันในแถบอเมริกาเหนือและใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงสำหรับการซื้อขายสัญญล่วงหน้าของน้ำมันในตลาด NYMEX) แตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี (นับตั้งแต่ปี 2557)

 

ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น คือ ปัญหาการขาดแคลนพลังงานในจีนและกลุ่มประเทศยุโรป นอกจากนี้ยังอยู่ในช่วง High Demand ในช่วงฤดูหนาวที่จะมีความต้องการในการบริโภคพลังงานสูงขึ้น บวกกับการลดปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปค ถือเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นได้ ซึ่งส่งผลให้เกิด Positive Sentiment กับราคาน้ำมัน

 

โดยประเด็นที่นักลงทุนควรจับตาก่อนตัดสินใจลงทุนรวมน้ำมัน คือ การกระจายฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรทั่วโลกมากขึ้น ทำให้เกิดความคาดหวังว่าทุกคนจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทำให้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

 

รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเศรษฐกิจที่เริ่มทยอยกลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและการเดินทางก็จะทำให้ความต้องการใช้งานน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ราคาน้ำมันยังได้รับปัจจัยบวกจากการผลิตน้ำมันในสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวลดลงหลังเกิดพายุหิมะ โดยราคาน้ำมันมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation) ไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลตอบแทนของกองทุนรวมน้ำมัน Invesco DB Oil Fund

 

  • การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก เนื่องจากปัจจัยด้านต่าง ๆ เช่น อุปสงค์ อุปทาน ปริมาณน้ำมันสำรอง สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งทางการเมือง โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีอายุใกล้มักจะสะท้อนปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ในราคาได้ดีกว่าสัญญาซื้อขายที่มีอายุไกล

 

  • ผลตอบแทนจากการต่อสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Roll yield) โดยเมื่อสัญญาฯ ที่ถือไว้ใกล้ครบกำหนด กองทุนจะต้องมีการต่อสัญญาฯ หรือการขายสัญญาฯ เดิมที่กำลังจะหมดอายุเพื่อมาลงทุนในสัญญาฯ ใหม่

 

ถ้าราคาน้ำมันอยู่ในภาวะที่ปรับลดลง ต้นทุนการต่อสัญญาฯ ใหม่ก็จะต่ำลง (ซื้อถูก ขายแพง) ส่งผลให้ Roll yield เป็นบวก ตรงกันข้ามถ้าราคาน้ำมันอยู่ในภาวะปรับตัวขึ้น ต้นทุนการต่อสัญญาฯ ใหม่ ก็จะสูงขึ้น (ซื้อแพง ขายถูก) ส่งผลให้ Roll yield ติดลบ  

 

ดังนั้น เมื่อกองทุนรวมน้ำมันเป็นสินทรัพย์ทางเลือก ราคามีความผันผวนสูงและอ้างอิงจากปัจจัยต่าง ๆ ระดับโลก กลยุทธ์การลงทุนจึงไม่ควรถือยาว ควรประเมินปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาปรับขึ้นและปรับลงก่อนเสมอ 

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats