×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

5 เทคนิคใช้เงินให้ RICHS สำหรับ “มือใหม่วัยเกษียณ”

1,129

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

หากตั้งคำถามกับคนเกษียณป้ายแดงที่เริ่มเกษียณจากงานประจำว่ากังวลเรื่องอะไรมากที่สุด จะพบว่าคำตอบที่ได้มักจะคล้าย ๆ กัน คือ จะบริหารเงินหลังเกษียณอย่างไร ให้พอกิน พอใช้ ไปตลอดชีวิต นี่ยังไม่รวมถึงมรดกที่อาจต้องเหลือให้ลูกหลานหรือผู้ที่ดูแลเราจนวาระสุดท้ายของชีวิตอีกต่างหาก

 

สาเหตุสำคัญเป็นเพราะการเตรียมเงินสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีกกี่ปี (ไม่รู้ว่าจะเสียชีวิตอายุเท่าไหร่) จึงไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมเงินไว้ใช้กี่ปีเพื่อให้เพียงพอ ดังนั้น หากไม่มีการบริหารจัดการเงินที่ดีอาจทำให้เผชิญเหตุการณ์ที่สุดแสนสลด คือ ใช้เงินหมด แต่ยังมีชีวิตอยู่

 

บทความนี้จึงรวบรวม 5 เทคนิคในการวางแผนใช้เงินสำหรับมือใหม่วัยเกษียณ ขอเรียกชื่อย่อเทคนิคสั้น ๆ ว่า RICHS ซึ่งย่อมาจาก

 

สำรวจแหล่งรายได้ (Source of Revenue – R)

 

ในวันที่เกษียณ “รายได้” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำในวันที่เกษียณ คือ สำรวจแหล่งรายได้หลังเกษียณอย่างเป็นระบบ เพื่อให้รู้ว่าเรามีทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ไหน อย่างละเท่าไหร่ แล้วคำนวณว่าหลังเกษียณจะยังมีรายได้จากแหล่งใดบ้าง จากนั้นก็จัดสรรเงินที่มีอยู่เพื่อให้สามารถมีใช้ในแต่ละเดือนได้อย่างไม่ขัดสนและพอใช้ไปตลอดชีวิต โดยแบ่งออกเป็น

 

เงินได้รายงวด (ประจำเดือน/ประจำปี) สำหรับใช้ในแต่ละเดือนระหว่างเกษียณ หลัก ๆ ได้แก่

 

  • เงินบำนาญ เช่น ประกันสังคม ประกันบำนาญ หรือบำนาญข้าราชการ เป็นต้น
  • ผลตอบแทนจากการลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก/หุ้นกู้ เงินปันผลจากการลงทุนหุ้นและกองทุนรวม เป็นต้น
  • รายได้จากอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า เช่น คอนโดมิเนียม บ้าน ที่ดิน เป็นต้น
  • รายได้จากรูปแบบอื่น ๆ เช่น รายได้จากการทำอาชีพเสริม เป็นต้น

 

เงินก้อนหลังเกษียณ สำหรับสำรองใช้หลังเกษียณและเป็นที่มาของดอกผลจากการลงทุนด้วย ได้แก่

 

  • เงินบำเหน็จจากสวัสดิการที่ทำงาน หรือเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานจากการเกษียณอายุหรือหมดสัญญาจ้าง
  • เงินลงทุนที่เตรียมไว้สำหรับการเกษียณ เช่น เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม RMF กองทุนรวม SSF หรือ SSFX เป็นต้น
  • เงินก้อนอื่น ๆ เช่น เงินครบกำหนดประกันชีวิต เงินฝากธนาคาร เป็นต้น

 

มุ่งเน้นการลงทุน (Focus on Investment – I)

 

ในวันที่เพิ่งเกษียณ ส่วนใหญ่จะมีทรัพย์สินจากการทำงานที่สะสมมาทั้งชีวิต แต่หากไม่มุ่งเน้นการนำทรัพย์สินนี้ไปลงทุนเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น มูลค่าเงินในอนาคตอาจลดลงเรื่อย ๆ จากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยขอยกตัวอย่างการบริหารเงินตาม “ช่วงเวลาใช้เงิน” ด้วยภาษากีฬาฟุตบอลเป็น กองหลัง : กองกลาง : กองหน้า

 

  • กองหลัง : สภาพคล่อง เป็นเงินส่วนที่วางแผนเพื่อใช้ใน 1 – 3 ปีข้างหน้า สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด เช่น อุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยหนัก โดยอาจแบ่งเงินส่วนนี้ไว้ 20 – 30% ของเงินที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณ ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง เช่น เงินฝาก หุ้นกู้ระยะสั้น กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะแบ่งเงินบางส่วนซื้อประกันชีวิตสำหรับคุ้มครองชีวิตด้วยก็ได้

 

  • กองกลาง : เงินได้ประจำ เป็นเงินส่วนที่วางแผนเพื่อใช้ใน 3 – 7 ปีข้างหน้า สำหรับใช้จ่ายในอนาคต เช่น สำหรับซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ซึ่งเงินส่วนนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในตอนนี้ จึงมุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ เพื่อให้มีการเติบโตของเงินลงทุนบ้างและเน้นมีรายได้ระหว่างการลงทุน ทั้งในรูปของดอกเบี้ยหรือเงินปันผล โดยอาจแบ่งเงินส่วนนี้ไว้ 30 – 60% ลงทุนในสินทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลางถึงยาว หรือหากรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น อาจลงทุนในหุ้นปันผลพื้นฐานดี หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เป็นต้น

 

  • กองหน้า : การเติบโตและมรดก เป็นเงินส่วนที่วางแผนไว้ใช้นานกว่า 7 ปีขึ้นไป ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในตอนนี้หรืออาจเผื่อไว้สำหรับคนข้างหลังก็ได้ เช่น เงินมรดก ที่ดิน เป็นต้น เงินส่วนนี้จึงมุ่งเน้นการลงทุนที่เสี่ยงได้สูงสุดตามที่สามารถรับได้ เน้นการเติบโตของเงินลงทุนระยะยาวที่ชนะเงินเฟ้อ เพื่อให้มีเงินเพียงพอใช้จ่ายได้ตลอดชีวิต อาจแบ่งเงินส่วนนี้ไว้สัก 20 – 30% โดยลงทุนในหุ้น กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และทองคำ เป็นต้น

 

คำนวณรายจ่าย (Calculate Expense – C)

 

หลังจากสำรวจแหล่งรายได้และวางแผนการลงทุนเพื่อให้ได้ดอกผลจากการลงทุนเป็นรายได้เสริมแล้ว ถึงเวลามาคำนวณรายจ่าย โดยให้นึกถึงรายจ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามความเป็นจริงมากที่สุด และสามารถใช้ได้ในแต่ละเดือนอย่างไม่ขัดสน โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่

 

  • รายจ่ายสำหรับใช้ชีวิต เป็นรายจ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น เป็นรายจ่ายทั่วไปที่คนวัยเกษียณส่วนใหญ่นึกถึง มักจะเผื่อเงินสำหรับรายจ่ายส่วนนี้แล้ว

 

  • รายจ่ายด้านสุขภาพและค่ารักษาพยาบาล เป็นรายจ่ายที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่นึกถึงและไม่ได้เตรียมไว้ ยังไม่รวมถึงเบี้ยประกันสุขภาพที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นตามอายุอีกด้วย โดยทั่วไปอาจเตรียมเงินลงทุนสำหรับเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้อย่างน้อย 3 – 5 ล้านบาท สำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาลหรือจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพระหว่างที่เกษียณอายุ แต่ถ้ามีตัวช่วยค่ารักษาพยาบาลจากสวัสดิการข้าราชการ ระบบประกันสังคม หรือโครงการประกันสุขภาพทั่วหน้าของภาครัฐ ก็ทำให้การเตรียมค่าใช้จ่ายส่วนนี้น้อยลงได้

 

  • รายจ่ายเพื่อความสุขทางใจ วัยเกษียณควรเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุด มีเวลาว่างในการใช้ชีวิตจึงควรเผื่อค่าใช้จ่ายบางส่วนเพื่อทำกิจกรรมที่ชื่นชอบและเป็นประโยชน์กับสังคม เช่น ท่องเที่ยว ทำบุญ หรืออาจเป็นค่าใช้จ่ายให้กับลูกหลานที่มาดูแล ส่วนจะแบ่งเท่าไหร่ก็ตามความเหมาะสม

 

  • รายจ่ายอื่น ๆ ควรเตรียมเงินอีกก้อนหนึ่งสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจนึกไม่ถึง เช่น ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้อของที่อยากได้ เช่น ทีวี ตู้เย็น เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ที่อยู่อาศัยหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ย่อมเสื่อมสภาพทรุดโทรมลงตามกาลเวลา หากไม่เผื่อค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาส่วนนี้ไว้ อาจจะต้องใช้เงินจากส่วนอื่นเพื่อมาใช้จ่ายแทนและอาจกระทบกับคุณภาพชีวิตได้

 

โดยทั่วไป จำนวนเงินที่ควรเผื่อไว้เป็นค่าใช้จ่าย ณ วันที่เกษียณ จะเท่ากับประมาณการค่าใช้จ่ายต่อปีหลังเกษียณ (70% ของรายจ่ายปีสุดท้ายก่อนเกษียณ) x จำนวนปีที่คาดว่าเราจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ เช่น นาย ก. มีค่าใช้จ่ายก่อนเกษียณเดือนละ 30,000 บาท (หรือปีละ 360,000 บาท) หากจะเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณเป็นเวลา 30 ปี ควรเผื่อเงินไว้ใช้หลังเกษียณ (360,000 x 70%) x 30 ปี = 7,560,000 ล้านบาท

 

ใส่ใจสุขภาพ (Health is King – H)

 

การวางแผนใช้เงินหลังเกษียณ นอกจากเตรียมเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพหรือจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพในช่วงหลังเกษียณแล้ว ควรใส่ใจสุขภาพ ซึ่งเป็นการใช้จ่ายเชิงป้องกันควบคู่กันไปด้วย

 

การที่ใส่ใจสุขภาพ ทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด ทำจิตใจให้มีความสุข อาจลดการเจ็บป่วยและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ด้วย เพราะสุขภาพเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เงินลดลงได้อย่างมาก ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นเงินหลักล้านบาทได้หากไม่มีการเตรียมตัวที่ดีพอ

 

นอกจากนี้ หากมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ลดลงแล้ว เงินก้อนที่เตรียมเผื่อสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพอาจเหลือไปใช้เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณสะดวกสบายขึ้น

 

ใช้ชีวิตให้มีความสุข (Successful Life – S)

 

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นสัจธรรมที่ทุกคนหนีไม่พ้น และเมื่อแก่ตัวลงพร้อมเกษียณจากงานประจำ คนส่วนใหญ่จะคิดว่าการเกษียณมาพร้อมกับรายได้ประจำที่หายไป

 

หากถึงวันที่เกษียณแล้วยังมีชีวิตอยู่ คงเป็นคนที่โชคดีมากที่ยังได้ใช้ชีวิตชื่นชมโลกใบนี้และคงจะดียิ่งขึ้นไปอีก หากจะได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณที่เหลืออยู่อย่างมีความสุข สมมติว่าเกษียณตอนอายุ 60 ปี และมีชีวิตอยู่ถึงอายุ 90 ปี จะมีเวลาใช้ชีวิตหลังเกษียณกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตเกษียณสุขหรือเกษียณทุกข์

 

ดังนั้น สิ่งที่ต้องเตรียมนอกจากสุขภาพทางการเงินและสุขภาพกาย ก็คือ การเตรียมจิตใจให้พร้อมสำหรับวัยเกษียณ เพื่อที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข มาถึงตรงนี้ จะเกษียณอย่างมีคุณค่าหรือแก่ชราแล้วใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ทางเลือกในการบริหารจัดการเงินหลังเกษียณ เป็นส่วนหนึ่งที่จะตอบคำถามนี้ได้

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats