×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

Easy E-Receipt ช้อปอย่างไร? ให้คุ้มกว่าภาษีคืน

1,121

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Facebook | Line Youtube | Instagram

 

“Easy E-Receipt” มาตรการใหม่ที่คล้ายแต่ไม่เหมือนกับ “ช้อปดีมีคืน” แล้วเราจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด มาหาคำตอบไปกับ Wealth Me Up

 

มาตรการ “Easy E-Receipt” ที่หลายคนกำลังรอคอยเพื่อจับจ่ายใช้สอยช่วง 1 ม.ค.–15 ก.พ. 67 นั้น มีสิ่งใดที่ต่างจาก “ช้อปดีมีคืน” ช่วงต้นปี 2566 และมีสิ่งใดที่ควรรู้เพื่อให้การใช้จ่ายนั้น ได้มากกว่าแค่ภาษีคืนบ้าง Wealth Me Up จะมาเล่าให้ฟังกัน

 

สิ่งที่ “Easy E-Receipt” ต่างจาก “ช้อปดีมีคืน”

 

  • ระยะเวลาการใช้จ่าย อยู่ในช่วง 1 ม.ค.–15 ก.พ. 67 เพื่อใช้ยื่นและขอคืนภาษีต้นปี 68
  • วงเงินค่าใช้จ่ายสูงสุด เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท
  • สินค้าหรือบริการทั่วไป ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เท่านั้น ไม่สามารถนำใบกำกับภาษีแบบกระดาษมาใช้สิทธิได้
  • สินค้าบางกลุ่มที่ แม้ไม่ต้องมีใบกำกับภาษี แต่ต้องมีใบรับอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรด้วย เช่น ค่าหนังสือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร (กระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์) สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ฯลฯ 

 

ผลประโยชน์ที่ได้ จากการใช้จ่าย

 

ผลประโยชน์ที่ผู้ใช้จ่ายได้รับ คือ เงินคืนภาษี ซึ่งด้วยยอดใช้จ่ายเต็มสิทธิ 50,000 บาท ที่เท่ากัน เงินภาษีคืนที่แต่ละคนได้รับจะไม่เท่ากัน เช่น 

 

  • คนเงินเดือน 440,000 บาท ได้เงินคืนภาษี 35% หรือ 17,500 บาท
  • คนเงินเดือน 190,000 บาท ได้เงินคืนภาษี 30% หรือ 15,000 บาท
  • คนเงินเดือน 85,000 บาท ได้เงินคืนภาษี 20% หรือ 10,000 บาท
  • คนเงินเดือน 70,000 บาท ได้เงินคืนภาษี 15% หรือ 7,500 บาท

 

โดยเงินคืนภาษีที่ได้ เป็นเสมือนส่วนลดหรือเครดิตเงินคืนการซื้อสินค้า ไม่ใช่สิทธิที่ได้เปล่า เช่น คนเงินเดือน 70,000 บาท เสมือนซื้อสินค้ามูลค่า 50,000 บาท ได้ด้วยต้นทุน 42,500 บาท ดังนั้นหากสินค้าที่ซื้อนั้นเป็นแค่ซื้อมาเก็บไว้โดยไม่นำมาใช้ประโยชน์ การใช้สิทธิ Easy E-Receipt นี้ ก็เสมือนการจ่ายเงิน 42,500 บาท ไปฟรี ๆ

 

เตรียมตัวจ่ายให้คุ้ม กว่าแค่ภาษีคืน

 

สินค้าหรือบริการที่มีการออกใบกำกับภาษีเต็มในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ มักต้องซื้อจากห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าขนาดใหญ่ โดยร้านค้าเหล่านี้มักมีโปรโมชันร่วมกับบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือ e-Wallet ต่าง ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการเตรียมช่องทางชำระเงินเหล่านี้ให้พร้อม นอกจากจะได้เงินคืนภาษีแล้ว ยังได้รับส่วนลด เครดิตเงินคืน หรือสะสมคะแนนพิเศษด้วย

 

อย่างไรก็ตาม โปรโมชันที่ต้องใช้ร่วมกับบัตรเครดิต หากยังไม่มีบัตรเครดิตนั้นควรสมัครบัตรเครดิตนั้นก่อนหมดมาตรการอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เพราะต้องรออนุมัติและรอรับบัตรทางไปรษณีย์ด้วย โดยโปรโมชันบัตรเครดิต ที่ร่วมกับร้านค้าขนาดใหญ่ที่คาดว่าเข้าเงื่อนไขมาตรการ Easy E-Receipt ยกตัวอย่างเช่น

 

  • บัตรเครดิต M Visa ของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งได้ส่วนลดที่เดอะมอลล์ 5%-10%
  • บัตรเครดิตบิ๊กซี ของ AEON ซึ่งได้ส่วนลดที่บิ๊กซี 3%-7%
  • บัตรเครดิตโฮมโปร ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้ส่วนลดที่โฮมโปร 3% เป็นต้น

 

รวมถึงบัตรเครดิตอีกหลายธนาคารที่การผูกกับ e-Wallet หรือแอป Online Shopping และมีการใช้จ่ายถึงยอดที่กำหนด ก็จะได้รับเครดิตเงินคืนอีกด้วย

 

Easy E-Receipt มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจำเป็นต้องใช้ให้เต็มสิทธิ แต่ควรเลือกใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น หรือซื้อสินค้าที่มีโอกาสได้ใช้ ในช่วงที่ได้ส่วนลดเพิ่มจากเงินคืนภาษี ไม่ใช่การจ่ายเงินไปกับของที่ไม่จำเป็น จนกระทบเงินเก็บที่มี

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats