×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

1O กองทุนหุ้นอินเดีย ผลตอบแทนสูง

459

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

ถ้าจะหาตลาดหุ้นที่มีโอกาสเติบโตระยะยาวเป็น 10 ปี ขึ้นไป นอกจากตลาดหุ้นเวียดนามที่ผมพูดและลงทุนมานานแล้ว ก็คือ ตลาดหุ้นอินเดียประโยคเปิดบทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า 

 

วันนี้ Wealth Me Up จึงคัดมาให้แล้ว! 10 กองทุนหุ้นอินเดีย ที่มีผลตอบแทนสูง

 

ดร.นิเวศน์ กล่าวว่านับตั้งแต่ปี 2546 ดัชนีตลาดหุ้นอินเดีย BSE SENSEX ก็ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับประมาณ 3,200 จุดที่นิ่งมา 5-6 ปี ก็วิ่งขึ้นแบบติดจรวดถึงประมาณ 20,000 จุด ในช่วงเวลาประมาณ 4-5 ปีในช่วงปลายปี 2550 ก่อนที่จะร่วงลงมาอย่างแรงในช่วงวิกฤตซับไพรม์ ปี 2551 เหลือประมาณ 9,000 จุด หรือลดลง 55% ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากหุ้นโลกมากนัก และภายในเวลาเพียงปีเดียว ดัชนีก็กลับไปที่เดิม



อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นดัชนี BSE SENSEX ก็แทบจะวิ่งขึ้นไปแบบม้วนเดียวจบเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 15 ปีเต็ม ที่ดัชนีหุ้นวิ่งขึ้นปิดที่ 72,426.64 จุด (16 กุมภาพันธ์ 2567)

 

เช่นเดียวกับดัชนี NIFTY 50 หลังจากซับไพรม์ (ต้นปี 2552) อยู่ที่จุดต่ำสุดประมาณ 2,620 จุด แต่หลังจากนั้นก็ปรับตัวขึ้นแบบม้วนเดียวจบจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ 22,040.70 จุด ถ้ารวมเงินปันผลราว 3% ต่อปีก็จะเป็นผลตอบแทนการลงทุนที่ปีละประมาณ 18% เป็นเวลาติดต่อกันถึง 15 ปี นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีสุดยอดระดับต้นๆ ของโลก


ที่ยอดเยี่ยมกว่าตลาดหรือดัชนีอื่นๆ ผมคิดว่ายังอยู่ที่ความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่จะเป็นตัวบอกถึงความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือ ผลตอบแทนรายปีของ NIFTY 50 มีความผันผวนน้อยมากและปีที่ติดลบหรือขาดทุนตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันจำนวน 15 ปีนั้น มีเพียง 2 ปี และปีที่ขาดทุนสูงสุดก็เพียง 24.6% ในปี 2554 ขณะที่อีกปีที่ขาดทุนในปี 2558 ก็ติดลบเพียง 3.8%” ดร.นิเวศน์ กล่าว

 

สำหรับปัจจัยบวกที่สนับสนุนให้ตลาดหุ้นอินเดียเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก ผู้จัดการกองทุน Nippon India Mutual Fund ให้ข้อมูลว่า อินเดียเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่เติบโตได้มากกว่า 6% โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดการณ์ว่าขนาดเศรษฐกิจของอินเดียกว่า 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2571 โดยระหว่างปี 2566-2571 มีอัตราเติบโต GDP เฉลี่ย 6.3% และจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของโลกภายในปี 2573 ด้วยการแซงเยอรมนีและญี่ปุ่น (ปัจจุบันอยู่อันดับ 5)

 

ปัจจัยที่เศรษฐกิจอินเดียเติบโตในระดับน่าประทับใจ บลจ.กสิกรไทย ให้ข้อมูลว่ามาจากประชากรวัยแรงงานที่มีสัดส่วนสูงถึง 67% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ค่าเฉลี่ยอายุของประชากรอยู่ที่เพียง 28 ปี น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 31 ปี และน้อยกว่าสหรัฐอเมริกา จีน และไทย ที่อยู่ช่วง 37-40 ปี ทำให้อินเดียจะได้ประโยชน์จากพลังการบริโภคมหาศาล นอกจากนั้นคนอินเดียส่วนมากเลือกที่จะทำงานในประเทศหรือตั้งธุรกิจมากกว่าที่จะย้ายประเทศ ทำให้ประเทศยังคงมีคนเก่งๆ อีกมากที่จะมาช่วยขับเคลื่อนประเทศในอนาคต รัฐบาลมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในระยะข้างหน้า โดยล่าสุดแม้รัฐบาลจะประกาศการขาดดุลคลังน้อยลงในปีงบประมาณหน้า (เมษายน 2567–มีนาคม 2568) แต่การลงทุนภาครัฐยังเติบโตได้ประมาณ 11%

 

ผู้จัดการกองทุน Nippon India Mutual Fund ให้ข้อมูลเสริมว่านอกเหนือจากเหตุผลด้านประชากรแล้ว คือ ภาวะหนี้สินทั้งด้านบุคคลและธุรกิจยังอยู่ในระดับต่ำ โดยหนี้ภาคครัวเรือนมีระดับเพียง 20% ของ GDP เช่นเดียวกับหนี้ภาคธุรกิจมีเพียง 51-52% ของ GDP และไม่ได้มีแนวโน้มเติบโตมาตั้งแต่ปี 2551 และระดับนี้เป็นแค่ครึ่งเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับระดับหนี้ต่อ GDP ของทั้งโลก ซึ่งเป็นที่ทราบกันแล้วว่าหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่อยู่ในระดับต่ำมาก นำมาสู่โอกาสทั้งเรื่องของการลงทุน การออม และพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกมาก

 

ด้วยปัจจัยดังกล่าว ผู้จัดการการลงทุน Kotak Mahindra Asset Management มองว่าอินเดียเป็นโอกาสลงทุนระยะยาวที่มาพร้อมกับการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหม่ โดยการลงทุนหุ้นอินเดียเป็นการเล่นเกมระยะยาว และด้วยราคาหุ้นน่าจะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากหรือทรงตัวในปี 2567 จึงแนะนักลงทุนคว้าโอกาสนี้ไว้ “ปรับพอร์ต มีหุ้นอินเดียมาเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะกลางถึงยาว

 

สำหรับธีมการลงทุนระยะสั้น เช่น การเงิน ค้าปลีก ท่องเที่ยว การผลิตจากรายได้ต่อหัวประชากรที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนระยะกลางถึงยาวจากปัจจัยหนุน เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน (สนามบิน ระบบรางรถไฟ ถนน) เพื่อเชื่อมต่อระบบเมือง การพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดอีวีมากขึ้น และจะมีการลงทุนเพิ่มเติมอีกกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในพลังงานทางเลือกและหมุนเวียน เช่น พลังงานน้ำ ทดแทนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ

 

หากนักลงทุนที่สนใจลงทุนหุ้นอินเดีย แต่ยังกังวลกับการเข้าซื้อหุ้นอินเดียโดยตรง ก็สามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนหุ้นอินเดียได้ (ปัจจุบันมีกองทุนหุ้นอินเดียจำนวน 30 กองทุน)

 

Related Stories

amazon anti fatigue mats