×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

ชีวิตนี้จะมีอิสรภาพการเงินกี่โมง?

205

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

…อยากมี ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ต้องมีเงินมากแค่ไหน?

…ชีวิตแบบไหน? เรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงิน

…เราจะไปถึง ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ได้หรือไม่?

 

‘อิสรภาพทางการเงิน’ ในมุมมองของคนสิงคโปร์ 

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.singlife.com ที่เขาได้ไปสอบถามคนสิงคโปร์หลากหลายวัยเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อคำว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ หรือ Financial Freedom ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองแตกต่างกัน 

 

เช่น นักธุรกิจหญิงวัย 25 ปี แต่งงานมีครอบครัว มีลูก 1 คน บอกว่า สำหรับเธอแล้ว คือความรู้สึกอุ่นใจ สบายใจว่า ตัวเองมีเงินพอที่จะซื้อหาสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตได้ และสามารถใช้จ่ายซื้อของที่ถูกตาต้องใจได้แบบสบายๆ บางครั้งคราวด้วย

 

ส่วนนักเขียนฟรีแลนซ์สาวโสดวัย 36 ปี บอกว่า สำหรับเธอนั้น อิสรภาพทางการเงินคือการไม่มีหนี้ ซึ่งเท่ากับว่า สามารถเกษียณเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ 

 

จะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 คนนี้ พูดไปในแนวทางเดียวกันว่าอิสรภาพทางการเงิน คือ การมีอำนาจใช้เงิน จับจ่ายใช้สอย แบบไม่ต้องกังวลใจ ทำอะไรได้ตามใจอยากทำโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง

ขณะที่ผลสำรวจ Financial Freedom Index ของ บริษัทประกัน Singlife ประจำปี 2024  ซึ่งเก็บข้อมูลออนไลน์จากผู้ตอบแบบสอบถามชาวสิงคโปร์ และผู้อยู่อาศัยถาวร 3,000 คน อายุ 18-65 ปี ว่าคนเหล่านี้ให้นิยามคำว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ไว้ยังไงบ้าง

 

21% คิดว่า คือ ความสามารถใช้ชีวิตแบบที่ปรารถนาโดยไม่ต้องกังวล

19% คิดว่า คือ การไม่มีหนี้สิน

12% คิดว่า คือ การมีหน้าที่การงานมั่นคง ช่วยส่งเสริมการใช้ชีวิต

10% คิดว่า คือ การใช้จ่ายได้อย่างอิสระ 

 

ชีวิตนี้จะมีอิสรภาพทางการเงินหรือไม่?

 

นอกจากนี้ผลสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าสนใจ โดยพบว่าประมาณ 44% เชื่อว่า พวกเขา “ไม่มีโอกาสมีอิสรภาพทางการเงินอย่างแน่นอนในชั่วชีวิตนี้” ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีรายได้ไม่เพียงพอ และเป็นหนี้

 

ส่วนอีก 29% เชื่อว่า ในที่สุด พวกเขาจะมีอิสรภาพทางการเงินได้แน่ๆ และมีราว 27% ที่ตอบว่า ตอนนี้พวกเขามีอิสรภาพทางการเงินแล้ว

 

แต่เมื่อแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า คนอายุ 35-44 ปี รู้สึกว่า การมีอิสรภาพทางเงินเป็นเรื่องยากที่สุด

 

สะท้อนให้เห็นว่ามีชาวสิงคโปร์เกือบครึ่งหนึ่งที่ดูจะหมดหวังกับเรื่องอิสรภาพทางการเงินไปเสียแล้ว และบางส่วนที่มั่นใจว่า ในที่สุดจะประสบความสำเร็จกับเรื่องนี้ แต่ใครจะไปรู้ว่า เส้นทางไปสู่ความเป็นจริงนั้นจะยากลำบากมากน้อยแค่ไหน และจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรระหว่างทางที่ทำให้พวกเขาสะดุดล้มลง และเดินไม่ถึงเป้าหมายหรือเปล่า เพราะในสภาพเศรษฐกิจโลกแบบนี้ คนจำนวนมากทั่วโลกก็ลำบากลำบนไม่แพ้กัน

 

มีเท่าไหร่ถึงเรียกว่า ‘มีอิสรภาพทางการเงิน’

 

สำหรับในสิงคโปร์นั้น ผู้ตอบแบบสอบถาม 80% ตั้งเป้าว่า พวกเขาจะเกษียณตอนอายุ 65 ปี และส่วนใหญ่คิดว่าจะต้องมีเงินใช้เดือนละ 2,856 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราวๆ  72,300 บาท จึงจะอยู่ได้แบบสบายๆ หลังเกษียณ 

 

ขณะเดียวกัน 20% บอกว่า อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณที่ต่างประเทศ เพราะมีค่าครองชีพถูกกว่าในสิงคโปร์ ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ และอากาศดีกว่า โดยประเทศอันดับต้นๆ ที่อยากไปใช้ชีวิต คือ มาเลเซีย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และไทย

 

หากอยากมีอิสรภาพทางการเงิน มีชีวิตสบายหลังเกษียณ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่บอกว่า พวกเขาจะต้องเก็บเงินให้ได้ 612,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตีกลมๆ เป็นเงินไทยก็ประมาณ 15.5 ล้านบาท ซึ่งเป้าหมายเงินเก็บนี้สูงกว่าปีที่แล้วประมาณ 8%

 

หมายความว่า หากสามารถเก็บเงินขั้นต่ำเฉลี่ย 20,195 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี หรือราวๆ 5 แสนบาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,682 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 42,000 บาท จะต้องใช้เวลา 30 ปี กว่าที่จะเก็บเงินได้มากพอที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ซึ่งระยะเวลาที่ต้องใช้สำหรับเก็บเงินนี้มากกว่าผลสำรวจปี 2023 ที่บอกว่าจะต้องใช้เวลาเก็บเงินนาน 27 ปี จากตัวเลขระยะเวลาที่ต้องเก็บเงินแล้ว ก็คงต้องเริ่มเก็บตั้งแต่เริ่มทำงานกันเลยทีเดียว

 

อุปสรรคสู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’

 

แต่อย่างที่เราก็รู้กันว่า การจะเก็บเงินให้ได้มากขนาดนั้นอาจไม่ง่ายนักสำหรับคนจำนวนมาก เพราะอุปสรรคสารพัดที่ค่อยจะเซาะกร่อนรายได้ที่หามาได้อย่างยากเย็น และที่สำคัญประเด็นใหญ่คือ รายได้ไม่พอกับรายรับอีกต่างหาก

 

โดยผู้ตอบแบบสอบถามมากถึง 53% ระบุว่า อุปสรรคสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ก็คือ การมีรายได้ไม่พอใช้นั่นเอง 

 

38% บอกว่า มีรายจ่ายที่ไม่คาดคิดมาก่อน และยังมีความท้าทายอื่นๆ เช่น ความไม่มั่นคงทางการเงิน 32% และภาระหนี้สิน 28%

 

ในการสำรวจยังพูดถึงเรื่องความเครียดทางการเงินของผู้แบบสอบถาม ซึ่งสาเหตุหลักๆ เกิดจาก อัตราเงินเฟ้อ, การมีเงินออมไม่พอสำหรับการเกษียณ และค่ารักษาพยาบาล 

 

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 44% ยังเชื่อว่า การมีลูกเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางสู่การมีอิสรภาพทางการเงินของพวกเขา คาดว่าจะทำให้การบรรลุเป้าหมายล่าช้าไปประมาณ 15 ปีเลยทีเดียว

 

ทำไม? ชาวสิงคโปร์ออมเก่ง แต่ยังกังวลเรื่องเงิน

 

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Insurnacejobs.sg ทำให้เห็นว่า ชาวสิงคโปร์ ‘ออมเก่ง’ พอตัว โดยข้อมูลในปี 2022 ระบุว่า อัตราการออมส่วนบุคคลของคนสิงคโปร์อยู่ที่ 37.5% ซึ่งติดระดับท็อปๆ ของโลกเลยทีเดียว แต่ก็ยังกังวลกันว่า ยังเก็บไม่พอใช้สำหรับอนาคต โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือ ค่าครองชีพในสิงคโปร์สูง 

 

การที่สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ มีความหนาแน่นของประชากรสูง ที่ดินมีจำกัดและราคาแพง ทำให้ราคาบ้าน อาหาร และของใช้จำเป็นต่างๆ แพงไปหมด ทำให้ชาวสิงคโปร์จำเป็นต้องเก็บเงินให้มาก 

 

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อัตราการออมของคนสิงคโปร์สูงก็เพราะนโยบายของรัฐบาล ที่กระตุ้นให้คนออมเงิน โดยได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษี พร้อมมีมาตรการจูงใจอื่นเพิ่มเติม เช่น คนสิงคโปร์สามารถออมเงินในบัญชีออมทรัพย์แบบปลอดภาษีได้มากสุด 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน หรือราวๆ 2 แสนบาท

 

นอกจากนี้ ก็มีโครงการเงินออมเพื่อการเกษียณ หรือ Central Provident Fund (CPF) ซึ่งจะทำให้คนสิงคโปร์มีเงินใช้หลังเกษียณครอบคลุมการใช้จ่ายแค่ประมาณ 60% ของเงินที่จะต้องจ่ายจริงเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า คนสิงคโปร์จะต้องออมเงินด้วยวิธีอื่นๆ อีก

 

จากสิงคโปร์ ลองย้อนกลับมาถามตัวเราเองกันบ้าง ว่าเรามีอิสรภาพทางการเงินหรือยัง? ถ้ายังไม่มี จะทำยังไงได้บ้าง?

 

ถ้ายังไม่รู้ อยากแนะนำให้ลองสำรวจรายรับ-รายจ่ายของตัวเองในแต่ละเดือนว่า ได้เท่าไหร่ ใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง เหลือเท่าไหร่ เพื่อเข้าใจภาพรวมสถานะทางการเงินของตัวเอง จะได้ดูว่า จะปรับเปลี่ยนตรงไหนได้บ้าง อะไรที่ไม่จำเป็น ก็ต้องงด ถ้ามีหนี้ก็ต้องหาทางปิดจบให้ไว เพราะถ้ายังแบกหนี้ไปจนถึงหลังเกษียณ คงแย่แน่ๆ

 

ยุคนี้ สมัยนี้ รายได้ทางเดียวอาจไม่พอ ต้อง ‘ใช้แรงทำเงิน’ เพิ่ม ลองสำรวจตัวเองดูว่า มีวิธีหารายได้ทางอื่นเพิ่มเติมไหม ต้องไป Upskills หรือ Reskills อะไรบ้าง เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่ๆ ให้ตัวเอง

 

ศึกษาหาช่องทางออมเงินและลงทุน เพื่อต่อยอดเงินที่มี หรือเรียกว่าให้เงินทำงานเพื่อให้เงินเติบโตมากพอที่จะทำให้มีอิสรภาพทางการเงิน

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats