×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

เกษียณมั่นคงด้วยทองคำ ‘ซื้อ-ขาย’ อย่างไรให้คุ้ม?

184

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทองคำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% ต่อปี โดยบางปีราคาพุ่งขึ้นเกือบ 30% อย่างเช่นในปี 2567 ที่ผ่านมา แต่บางปีก็ลดลงอย่างมาก ดังนั้นคีย์สำคัญในการลงทุนทองคำเพื่อเป้าหมายเกษียณสุข ควรมุ่งเน้นที่การกระจายการลงทุนและการจัดพอร์ตให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล 

 

ทองคำยังไปต่อได้ไหม?

 

หนึ่งในคำถามสำคัญที่นักลงทุนอยากรู้คือ ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นต่อไปหรือไม่? คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ให้ความเห็นใน “ลงทุนนิยม เกษียณสุข The Series” ว่า วัฏจักรราคาทองคำโดยทั่วไปอยู่ที่ 10 ปี (10 ปีขาขึ้น และ 10 ปีขาลง) แต่ปัจจุบัน วัฏจักรนี้หดสั้นลงเหลือราว 5 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจโลกผันผวนเร็วขึ้น

 

“ราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจัยด้านหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และหากราคาปรับลดลงก็ไม่น่ารุนแรง”

 

กลยุทธ์ซื้อ-ขายทองคำให้ได้กำไร

 

คุณฐิภาแนะนำว่า เมื่อราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่ (All-Time High) ราคามักจะปรับตัวลดลงในช่วงถัดไป แต่ไม่ได้หมายความว่าควรรีบขายทั้งหมด หากเป้าหมายเป็นการลงทุนระยะยาว การถือครองต่อไปอาจเป็นทางเลือกที่ดี

 

หากต้องการทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้น ควร ทยอยขายบางส่วน และเก็บที่เหลือไว้เพื่อรอจังหวะซื้อเพิ่มเมื่อราคาปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม หากลงทุนทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ต ก็สามารถเลือกถือครองระยะยาวได้โดยไม่จำเป็นต้องขายออก

 

วิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน กุญแจสำคัญสำหรับนักเทรด

 

การวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้านมีประโยชน์อย่างมากสำหรับนักลงทุนระยะสั้นที่ต้องการซื้อ-ขาย เพื่อทำกำไรจากความผันผวนของราคา ตัวอย่างเช่น ช่วงปลายปี 2567 เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ราคาทองคำผันผวนถึง 10% ภายในวันเดียว ซึ่งสร้างโอกาสทำกำไรสำหรับนักลงทุนระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น

 

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำ

 

1. อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด มีผลต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและราคาทองคำ โดยหากดอกเบี้ยลดลง ค่าเงินดอลลาร์มักอ่อนค่าลง และราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น

 

2. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศกระตุ้นให้นักลงทุนถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น 

 

3. อัตราเงินเฟ้อ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่นิยมใช้ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

 

4. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ส่งผลดีต่อราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่รักษามูลค่าได้ดี ทำให้เงินทุนจากประเทศต่างๆ ไหลเข้าสู่ตลาดทองคำมากขึ้น ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม เมื่อเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำมักจะปรับตัวลง 

 

5. การซื้อทองคำของธนาคารกลาง การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่ธนาคารกลางของหลายประเทศเพิ่มปริมาณการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ 

 

6. ความต้องการทองคำในอุตสาหกรรมและเครื่องประดับ โดยเฉพาะในจีนและอินเดียที่เป็นผู้บริโภครายใหญ่

 

7. สภาวะตลาดหุ้นและพันธบัตรผันผวน ทำให้นักลงทุนมักโยกเงินเข้าสู่ทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

 

บทสรุปการลงทุนทองคำเพื่อวัยเกษียณจำเป็นต้องมี แผนและกลยุทธ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุน การวางแผนการขายเพื่อใช้จ่ายในอนาคต และการปรับพอร์ตให้เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว ทำให้วัยเกษียณเป็นช่วงเวลาที่มั่นคงและไร้กังวล

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats