×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

เงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลเพิ่มทุกปี ไทย 1O.8% แพงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

129

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

จากบทความเรื่อง ‘เงินเฟ้อทางการแพทย์ ความเสี่ยงของระบบสุขภาพไทย’ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. พบว่า 


เงินเฟ้อทางการแพทย์หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ 10.3% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ปี 2567-2568 (2026 Global Medical Trends, 2025) ขณะที่ประเทศไทย มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ 10.8% ในปี 2568 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ 0.7% ในปี 2568 กว่า 15 เท่า (WTW, 2025) 

สาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพ 

 

โดยบริษัทประกัน 74.0% ระบุว่า เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อจำกัดในการรองรับของสาธารณสุขภาครัฐ (52.0%) ขณะเดียวกัน ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วย ระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย ได้แก่

 

1. การลงทุนในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย โรงพยาบาลเอกชน 92.0% ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้นเพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน 

 

2. การแข่งขันด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็น 45.0%  ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น 

 

3. การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุนด้านอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ 

 

4. การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio) ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางแพทย์เกินจำเป็น คิดเป็น 28.0% ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แต่เกิดจากผู้เอาประกันเพียง 5.0% เท่านั้น

แนวทางการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหา

 

ปัจจุบัน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็นแล้ว ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบต่อความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่เหมาะสม ดังนี้ 

 

1. การกำหนดเพดานควบคุมราคา ภาครัฐควรมีกลไกกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนแบบเปรียบเทียบได้มีราคามาตรฐานอ้างอิงภายในประเทศ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ

 

2. การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบบริการสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนดำเนินงาน อาทิการนัดหมาย การเคลมประกัน 

 

3. การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการเลือกแนวทางการรักษา ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษา สอบถามถึงทางเลือกในการตรวจหรือหัตถการ รวมถึงผลดี/ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น 

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats