×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

อยากเกษียณให้เป็นสุข สวัสดิการวัยเกษียณของไทยที่เหมือน ‘ปิ่นโต 4 ชั้น’ พอไหม?

110

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

สรุปจากรายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 237 โดย ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ และจิราภรณ์ แผลงประพันธ์

 

สังคมสูงวัยที่มาถึงแล้ว

 

ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์อย่างชัดเจน สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจากราว 7% ในช่วงกลางทศวรรษ 2530 มาอยู่ที่ราว 20% ของประชากรในปัจจุบัน ท่ามกลางความเสี่ยงต่างๆ ที่มนุษย์ต้องเผชิญตลอดช่วงชีวิต ซึ่งความเสี่ยงในวัยเกษียณถือเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้าที่สุด เพราะทุกคนที่มีชีวิตยืนยาวพอย่อมต้องผ่านวัย 60 ปี คำถามจึงไม่ใช่ “จะเกิดขึ้นไหม” แต่คือ “เตรียมพร้อมหรือยัง” โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงทางรายได้ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าความกังวลเรื่องการเงินเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุ และอาจนำไปสู่การเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการรักษาพยาบาลจนอาการทรุดหนักกว่าเดิม

 

ระบบหลักประกันรายได้ เปรียบเหมือน “ปิ่นโต 4 ชั้น”

 

รายงานเปรียบระบบหลักประกันรายได้เพื่อการเกษียณของไทยเป็นปิ่นโต 4 ชั้น ที่แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน

 

ชั้นที่ 1: บำนาญพื้นฐาน (ข้าวสวยร้อนๆ ที่มีเพียงเล็กน้อย อาจจะทานไม่อิ่ม) นั่นคือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สวัสดิการพื้นฐานที่รัฐจ่ายให้ทุกคน (ยกเว้นข้าราชการบำนาญ) แบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ ตั้งแต่ 600 บาท/เดือน (อายุ 60-69 ปี) ไปจนถึง 1,000 บาท/เดือน (อายุ 90 ปีขึ้นไป) ถือเป็นเพียง “กันไม่ให้ท้องว่าง” ไม่พอต่อการดำรงชีพจริง

 

ชั้นที่ 2 : บำนาญภาคบังคับ (ข้าวสวยร้อนๆ ที่มีมาก เพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์) สำหรับข้าราชการ (คำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณอายุราชการ หาร 50 มีเพดาน 70% ของฐานเงินเดือน และลูกจ้างในระบบประกันสังคมที่สมทบเงินร่วมกับนายจ้างฝ่ายละ 3% ของเงินเดือน โดยจะได้รับสิทธิบำนาญเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไปและสมทบครบ 180 เดือน

 

ชั้นที่ 3 : กองทุนที่มีนายจ้างหรือรัฐช่วยสมทบ (กับข้าวที่มีครบพร้อมทานให้อิ่ม) เช่น กบข. สำหรับข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) สำหรับลูกจ้างเอกชน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สำหรับแรงงานนอกระบบ และกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน ชั้นนี้ช่วยเพิ่มกับข้าวให้มื้ออาหารสมบูรณ์ขึ้นด้วยแรงจูงใจทั้งเงินสมทบและสิทธิลดหย่อนภาษี

 

ชั้นที่ 4 : เงินออมเพิ่มแบบสมัครใจ (ของหวานและผลไม้ที่ช่วยเสริมให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นได้) เช่น RMF, ThaiESG และประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่ไม่มีนายจ้างหรือรัฐช่วยสมทบ แต่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี เปรียบเสมือน “ของหวานและผลไม้” ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ที่ตั้งเป้าไว้

 

รายงานได้ยกตัวอย่างจำลองคน 3 อาชีพที่เริ่มทำงานพร้อมกันตอนอายุ 21 ปี ด้วยรายได้เท่ากัน พบว่าหากมีวินัยออมและลงทุนเต็มที่ในทุกชั้น เมื่อเกษียณอายุ 60 ปี

  • ข้าราชการจะมีเงินใช้จ่ายประมาณ 79,500 บาท/เดือน 
  • ลูกจ้างประกันสังคมประมาณ 48,400 บาท/เดือน 
  • ผู้ค้าขายอิสระประมาณ 35,200 บาท/เดือน 

 

ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าระบบครอบคลุมทุกอาชีพ แต่ “ขนาดอาหารในปิ่นโต” ไม่เท่ากัน และหากไม่มีวินัยออมเพิ่มเติมนอกเหนือจากส่วนบังคับ ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งถ่างกว้างขึ้น

 

ผู้สูงอายุวันนี้ พึ่งพิงลูกหลานและรัฐเป็นหลัก

 

ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุปี 2567 สะท้อนว่าระบบข้างต้นยังไม่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่โดยผู้สูงอายุรุ่นปัจจุบัน โดยยังมีสัดส่วนราว 36% ที่พึ่งพารายได้หลักจากบุตร และกว่า 30%  ยังคงต้องทำงานเพื่อเลี้ยงชีพตนเอง มีเพียงไม่ถึง 10% ที่มีรายได้หลักจากบำเหน็จบำนาญและเงินออม ขณะที่ราว 30% ของผู้สูงอายุไทยมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน และมีเพียงประมาณหนึ่งในสี่เท่านั้นที่มีรายได้เกินแสนบาทต่อปี

 

ด้านเงินออม พบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (45%) ของผู้สูงอายุไม่มีเงินออมเลย และอีก 44% มีเงินออมต่ำกว่า 200,000 บาท ขณะที่ในมิติการดูแล ผู้สูงอายุไทยยังพึ่งพิงคู่สมรสและบุตรเป็นผู้ดูแลหลักอย่างสูง ซึ่งแนวโน้มครอบครัวขนาดเล็กลงในอนาคตอาจทำให้รูปแบบการพึ่งพิงเช่นนี้ยากขึ้นเรื่อยๆ

 

คนวัยก่อนเกษียณ: ความรู้ดี แต่ไม่ลงมือทำ

 

น่าสนใจว่าคนไทยส่วนใหญ่มีทักษะทางการเงินและทัศนคติต่อการออมในระดับที่ค่อนข้างดี (ยกเว้นกลุ่มที่เกษียณอายุแล้ว) แต่กลับไม่นำไปสู่พฤติกรรมออมเพื่อการเกษียณจริง โดยพบว่าคนไทยถึง 86% ยังไม่มีแผนการออมเพื่อเกษียณอายุที่ชัดเจนหรือทำตามแผนไม่สำเร็จ และ 77% มีเงินสำรองฉุกเฉินใช้ได้ไม่เกิน 6 เดือน แม้จะผ่านบทเรียนวิกฤตโควิด-19 มาแล้วก็ตาม

 

ข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีปี 2567 ก็ตอกย้ำภาพเดียวกัน: มีผู้ยื่นภาษีเพียงราว 30% ของแรงงานทั้งหมด และในจำนวนนี้มีสัดส่วนน้อยมากที่ลงทุนใน RMF (2.7%), SSF และ ThaiESG (ราว 1% กว่า ๆ) หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ (1.1%) ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งมีนายจ้างช่วยสมทบกลับมีสัดส่วนผู้ใช้สิทธิสูงกว่าชัดเจน สะท้อนว่าแรงจูงใจจากเงินสมทบมีผลมากกว่าแรงจูงใจทางภาษีเพียงอย่างเดียว

 

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ไม่ต้องสร้างปิ่นโตใหม่ แค่เติมให้เต็ม

 

รายงานสรุปว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การออกแบบระบบใหม่ เพราะปิ่นโต 4 ชั้นที่มีอยู่ครอบคลุมทุกอาชีพแล้ว แต่คือการทำให้คนไทยเข้าร่วมและออมอย่างสม่ำเสมอ โดยเสนอแนวทางหลักๆ ดังนี้

 

  • กระตุ้นพฤติกรรมด้วยการออกแบบทางเลือกเริ่มต้น เช่น ระบบสมัครออมอัตโนมัติ (auto-enrollment) ที่ให้คนเริ่มออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะขอยกเลิกเอง (opt-out) แทนระบบเดิมที่ต้องตัดสินใจสมัครเอง หรือแม้แต่การบังคับออมในบางกรณี

 

  • สนับสนุนแรงงานนอกระบบ ผ่านเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยแยกรายรับ-รายจ่ายส่วนตัวออกจากกิจการ คำนวณกำไรที่แท้จริง และแนะนำการออมกับ กอช. หรือ RMF อย่างเป็นระบบ

 

  • ปลูกฝังตั้งแต่วัยเรียน เช่น การบังคับให้นักเรียนอายุ 15 ปีเปิดบัญชี กอช. ขั้นต่ำ พร้อมใช้ social media เชิงบวกในการสร้างแรงจูงใจด้านการออม

 

  • สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงหลังเกษียณ เช่น ผลิตภัณฑ์การลงทุนความเสี่ยงต่ำที่จ่ายเงินรายเดือนคงที่จนสิ้นอายุขัยจากเงินก้อนที่ได้รับตอนเกษียณ โดยอาจมีพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวรองรับ

 

รายงานทีดีอาร์ไอฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า การรอจนใกล้เกษียณค่อยวางแผนออมนั้น ค่อนข้างจะสายเกินไปส่วนการหวังพึ่งสวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดียวก็เสี่ยงเกินไปเพราะรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการเริ่มออมและลงทุนอย่างมีวินัยตั้งแต่วันแรกที่มีรายได้ ผ่านระบบหลักประกันที่มีอยู่แล้วครบทุกชั้น เพื่อให้วัยเกษียณเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคง

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats