โลกที่คนอายุยืนถึง 1OO ปี 4 แนวคิดจากต่างประเทศ เปิดทาง ‘วัยเก๋า’ กลับสู่ตลาดงาน
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram
เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่คนมีอายุยืนถึง 100 ปี การทำงานหลังวัยเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศต้องหาคำตอบ
ประเทศไทยเองก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ปัจจุบันยังมีผู้สูงอายุทำงานอยู่กว่า 6.7 ล้านคน และอีกกว่า 1.2 ล้านคน ที่ “ยังมีไฟและอยากทำงาน” แต่กลับไม่มีพื้นที่ในตลาดแรงงานรองรับ สาเหตุหลัก คือ นโยบายส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่การ “สงเคราะห์และดูแล” เช่น เบี้ยยังชีพหรือสวัสดิการ มากกว่าการ “สร้างโอกาส” ให้พวกเขากลับมามีรายได้จริง ขณะเดียวกัน ระบบจับคู่งานและการอบรมก็ยังไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
คำถามคือ…ต่างประเทศเขามีวิธีดึงศักยภาพผู้สูงวัยออกมาใช้อย่างไร และไทยสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง?
1. ทำงานต่อ ≠ ต้องทำงานแบบเดิม
การเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยทำงานต่อหลังเกษียณ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำงานเต็มเวลา หรือรับผิดชอบงานในรูปแบบเดิมเหมือนช่วงก่อนเกษียณเสมอไป หลายประเทศออกแบบระบบการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น เพื่อให้ผู้สูงวัยยังใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระงานเกินศักยภาพของตน
- ญี่ปุ่น: งานเดิมแต่เบาลง (Job redesign)
ผู้สูงอายุที่ได้รับการจ้างงานต่อหลังเกษียณส่วนใหญ่ยังคงทำงานเดิมหรือตำแหน่งเดิม แต่มีการลดปริมาณและขอบเขตของงาน
- ยุโรป: เกษียณแล้ว ยังเลือกทำงานต่อได้ (Flexible transition to retirement)
-
- ลดเวลาทำงาน: 57% ของผู้รับบำนาญที่ยังทำงาน เลือกทำงาน Part time
- ทำงาน + รับบำนาญบางส่วน: ระบบ Phased Retirement เปิดให้ค่อยๆ ลดเวลาทำงาน โดยไม่ต้องเสียรายได้จากการเกษียณทั้งหมด ตัวอย่างประเทศในยุโรปที่ใช้ระบบนี้ เช่น สเปน, สวีเดน, ฟินแลนด์ – ทำงานต่อ + รับบำนาญบางส่วน ส่วนออสเตรีย จะลดชั่วโมงการทำงาน + ใช้บำนาญชดเชยรายได้ที่ลดลง
2. งานที่ดูเหมือนทำไม่ได้ อาจทำต่อได้ ถ้าปรับงานให้เหมาะกับคน
เช่น ปรับลักษณะงาน ลดหน้าที่ที่ต้องใช้แรงกาย ปรับให้เหมาะสมกับศักยภาพ, ใช้เทคโนโลยีช่วย อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีช่วยทุ่นแรง และปรับสถานที่ทำงาน ลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัย
- ญี่ปุ่น
-
- โอกาสไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาชีพเพียงอย่างเดียว แม้แต่งานที่ใช้แรงกาย ก็ยังมีผู้สูงวัยทำงานอยู่
- ภาคการก่อสร้าง แม้เป็นงานที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายสูง ก็ยังคงมีสัดส่วนแรงงานผู้สูงอายุในระดับที่สูงถึงประมาณ 1 ใน 6
3. ทักษะและประสบการณ์ อาจกลายเป็นแต้มต่อ
- สหรัฐอเมริกา: ทักษะที่ตลาดรับรอง ทำงานต่อได้มากกว่า
- ผู้สูงอายุที่มี Certification / License มีแนวโน้มอยู่ในตลาดแรงงานสูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีอย่างชัดเจน
- โดยในกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป: ผู้ที่มี Certification / License มีอัตราการเข้าร่วมกำลังแรงงาน 73.2% เทียบกับเพียง 32.9% ในกลุ่มที่ไม่มี
- ในกลุ่มที่ยังทำงาน: ผู้มี Certification / License มีรายได้มัธยฐาน 1,514 ดอลลาร์/สัปดาห์ สูงกว่ากลุ่มที่ไม่มีถึงประมาณ 32%
- เกาหลีใต้: ในยุค AI ประสบการณ์บางประเภทยิ่งมีมูลค่า
- อายุ 15-29: การจ้างงาน -285,000 โดย 94% ของการลดลงเกิดในอุตสาหกรรมที่มี AI Exposure สูง อายุ 50+: การจ้างงาน +230,000
- การเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดในอุตสาหกรรมที่มี AI Exposure สูง และ 75.2% ของการเพิ่มขึ้นอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี AI Exposure สูง
- ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ ความเข้าใจบริบท การทำงานกับคน ซึ่ง AI ยังทดแทนไม่ได้ อาจเป็นข้อได้เปรียบของแรงงานสูงวัย
4. คนพร้อมทำงานไม่พอ ต้องคนอยากจ้าง
- ญี่ปุ่น: ลดทั้งต้นทุนและข้อจำกัดของนายจ้าง
- ให้เงินอุดหนุน แก่ SMEs เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทำงานให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ปรับปรุงแสงสว่าง ติดตั้งราวจับ หรือซื้ออุปกรณ์ทุ่นแรง
- ให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือ แก่นายจ้างในเรื่องการขยายอายุเกษียณ การจัดตำแหน่งงานที่เหมาะสม การจัดอบรมให้หัวหน้างานและพนักงานสูงวัยเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน รวมถึงการออกแบบระบบค่าตอบแทนและระบบประเมินผลใหม่
- ยุโรป: สร้างแรงจูงใจให้การจ้างแรงงานสูงวัยคุ้มค่าขึ้น
- ลดภาระเงินสมทบนายจ้าง ในกองทุนประกันสังคม/บำเหน็จบำนาญ เมื่อมีการจ้างงานหรือขยายเวลาการจ้างงานแรงงานสูงอายุต่อ เช่น สวีเดน นายจ้างที่จ้างแรงงานอายุ 65 ปีขึ้นไป จะได้รับการลดอัตราเงินสมทบเหลือเพียง 10.21%
- ให้เงินอุดหนุนค่าจ้าง เช่น โปแลนด์ นายจ้างจะได้รับเงินอุดหนุนค่าจ้างไม่เกิน 50% ของค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อมีการจ้างผู้ว่างงานที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสำหรับผู้ชาย และ 65 ปีขึ้นไปสำหรับผู้หญิง โดยสามารถทำสัญญารับเงินอุดหนุนได้นานสูงสุด 12 เดือน และสามารถรับเงินอุดหนุนได้หลายครั้ง
จาก “การสงเคราะห์” สู่ “การสร้างโอกาส” ทางรอดของไทย
ผู้สูงวัยไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล แต่ควรถูกยอมรับว่าเป็นกำลังสำคัญที่ยังมี ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ พร้อมสร้างคุณค่าให้เศรษฐกิจและสังคม ประเทศไทยจึงต้องขยับจากนโยบายที่เน้นการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยทำงานได้ตามศักยภาพผ่านการเกษียณที่ยืดหยุ่น, แรงจูงใจสำหรับนายจ้าง, การพัฒนาทักษะที่ตรงกับตลาด และการออกแบบงานที่เป็นมิตรกับคนทุกช่วงวัย
ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
















