×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

เมื่อกันชนเศรษฐกิจทั้งโลกใกล้ถึงขีดจำกัด แค่ “เอาตัวรอด” อาจไม่พออีกต่อไป การบ้านสำคัญจาก IMF

61

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เผยแพร่รายงาน World Economic Outlook (WEO) ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพมหานคร

 

รายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณเตือนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงยืดหยุ่นและคาดว่าจะเติบโต 3.1% ในปี 2026 ชะลอลงจาก 3.5% ในปี 2025 ก่อนฟื้นตัวเป็น 3.4% ในปี 2027 แต่ “ความยืดหยุ่น” นั้นกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก และเริ่มเข้าใกล้ขีดจำกัด ขณะที่ความเสี่ยงด้านลบยังคงรออยู่

 

1. วิกฤตพลังงานปะทะคลื่นยักษ์ AI

 

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยแรงปะทะระดับมหภาคสองแรงที่ดึงไปคนละทิศทาง

 

  • แรงกระแทกเชิงลบด้านอุปทาน (Negative Supply Shock): สงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลทั้งต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

  • แรงหนุนเชิงบวกด้านอุปสงค์ (Positive Demand Shock): การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นแรงส่งสำคัญต่อการลงทุนและการค้าทั่วโลก ข้อมูลระหว่างปี 2023-2025 ชี้ว่า การค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ขยายตัวสะสมถึง 29% ขณะที่การค้าโลกโดยรวมขยายตัว 8.3% หากไม่รวมสินค้ากลุ่ม AI การค้าโลกจะขยายตัวเพียง 4.6%

 

แม้สองปัจจัยนี้จะส่งผลต่อการเติบโตในทิศทางตรงข้าม แต่ทั้งคู่กลับเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อพร้อมกัน IMF คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะอยู่ที่ 4.7% ในปี 2026 ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2027 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดอยู่ที่ 3.9% และ 3.7% ตามลำดับ

 

2. สัญญาณเตือน 3 ขีดจำกัด: เมื่อ “กันชน” ของโลกใกล้ถึงขีดจำกัด

 

IMF ชี้ว่าความสามารถในการรับมือวิกฤตของเศรษฐกิจโลกกำลังถูกบั่นทอนจากความเสี่ยงสำคัญ 3 ประการ

 

  • ขีดจำกัดด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบ ก๊าซ ดีเซล และน้ำมันอากาศยานสูงขึ้น มาตรการปรับตัว เช่น การเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง การใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และการดึงสต็อกน้ำมันสำรองมาใช้ ช่วยจำกัดผลกระทบ ไม่ให้การเติบโตของโลกลดลงเพิ่มอีกราว 0.6 จุด หรือเหลือเพียง 2.5% แต่สต็อกสำรองและพื้นที่ปรับตัวด้านประสิทธิภาพพลังงานก็เริ่มลดน้อยลง

 

  • ขีดจำกัดด้านโครงสร้างและการกระจุกตัวของ AI: ห่วงโซ่อุปทาน AI ยังกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ ไม่กี่อุตสาหกรรม และบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง จึงเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบ หากเกิดการปรับฐานมูลค่าตลาด (Market Value Correction) หรือภัยคุกคามทางไซเบอร์

 

  • ขีดจำกัดด้านการคลังและภาระหนี้สาธารณะ: ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่สูง ทำให้ภาระดอกเบี้ยเบียดบังงบประมาณที่จำเป็น และลดพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Buffers) สำหรับรองรับวิกฤตครั้งถัดไป

 

3. เศรษฐกิจไทยและเอเชีย: ได้แรงหนุนจากเทคโนโลยี แต่ยังมีจุดเปราะบาง

 

ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่นที่สุดของโลก โดยได้แรงหนุนจากห่วงโซ่อุปทาน AI และการลงทุนด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 7% และจีนเติบโต 4.5% ในปีนี้ ขณะที่ประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่ AI อย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ก็ได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน

 

สำหรับประเทศไทย IMF คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2026 และ 2027 ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ที่ 2.1% ในปีนี้ ก่อนชะลอลงเหลือ 1.7% ในปีหน้า

 

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ ไทยสามารถหลุดพ้นจากภาวะเงินเฟ้อของปีก่อนหน้า และได้รับแรงหนุนบางส่วนจากกระแสการเติบโตของ AI แต่ยังคงเผชิญความท้าทายในฐานะประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะเมื่อราคาพลังงานโลกยังผันผวนสูง

 

4. จาก “ตั้งรับประคับประคอง” สู่ “การสร้างใหม่”

 

เพื่อไม่ให้ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจพังทลายเมื่อเผชิญวิกฤตระลอกถัดไป IMF เรียกร้องให้ปรับทิศทางนโยบายจากการ “รับมือวิกฤต” ไปสู่การ “สร้างความแข็งแกร่งใหม่”

 

  • นโยบายการคลัง: ประเทศที่มีระดับหนี้และขาดดุลสูงควรเริ่มปรับลดขาดดุลและหนี้สาธารณะ เพื่อให้ภาระหนี้เคลื่อนตัวในทิศทางขาลง โดยมาตรการช่วยเหลือต้องเป็นไปตามหลักชั่วคราวและตั้งเป้าเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อรักษากลไกราคาในตลาด

 

  • นโยบายการเงิน: ธนาคารกลางต้องคงความเป็นอิสระ และดำเนินนโยบายที่เข้มงวดเพียงพอเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ป้องกันผลกระทบระลอกสองของเงินเฟ้อ และรักษาความเชื่อมั่นต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว

 

5. การบ้านสำคัญจาก IMF

 

IMF เน้นว่า ถึงเวลาที่เศรษฐกิจโลกต้องก้าวข้ามการเพียง “ประคับประคอง” ไปสู่การฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง การเสริมความแข็งแกร่งด้านอุปทาน และการอุดจุดเปราะบางที่อาจจุดชนวนวิกฤต โดยเฉพาะด้านพลังงาน หนี้สาธารณะ และความเสี่ยงจากการพึ่งพา AI อย่างกระจุกตัว

 

เพราะเมื่อกันชนทางเศรษฐกิจใกล้หมด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโลกจะ “รอด” จากวิกฤตรอบนี้หรือไม่ แต่คือจะมีพื้นที่เพียงพอหรือไม่ หากต้องเผชิญแรงกระแทกครั้งต่อไป

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats