×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

มีเงินก้อน ควรโปะหนี้หรือลงทุน

1,591

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

คงเคยมีคำถามในใจว่า “หากมีเงินเข้ามาสักก้อนหนึ่งจะนำไปใช้อะไรก่อน ระหว่างโปะหนี้ หรือลงทุน” เพราะไม่ว่าจะเลือกทางใดก็เป็นประโยชน์ต่อตนเอง แล้วจะตัดสินใจอย่างไร มาดูคำแนะนำกัน

 

ก่อนตัดสินใจจะนำเงินไปโปะหนี้หรือลงทุน ควรตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตนเองก่อนว่า มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินหรือไม่ เพราะความสำคัญของเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน คือ เงินที่เตรียมไว้ใช้จ่ายหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วย การรักษาพยาบาล หรือตกงานทำให้ขาดรายได้

 

โดยปกติแล้วทุกคนควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ประมาณ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ดังนั้น ถ้ายังไม่มีเงินก้อนนี้ ควรเริ่มเก็บเงินสำรองก่อนที่จะนำไปโปะหนี้หรือลงทุน ส่วนผู้ที่มีการกันเงินสำรองเอาไว้แล้ว มาดูคำแนะนำต่อไป

 

นำเงินมาโปะหนี้

 

ควรตรวจสอบก่อนว่า เงินก้อนที่มีนั้น สามารถโปะหนี้ได้ทั้งหมดหรือไม่ คำแนะนำ คือ ถ้ามีเงินเพียงพอ ควรโปะหนี้ให้หมด เพื่อจะได้ปลดหนี้และไม่ต้องมีภาระจ่ายดอกเบี้ยอีกต่อไป แต่ถ้าโปะหนี้ได้เพียงบางส่วน ก็ต้องชั่งน้ำหนักก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ โดยพิจารณาจากการคิดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมีรูปแบบ ดังนี้

 

  • การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

 

หนี้ประเภทนี้ หมายถึง เมื่อผ่อนชำระเงินในแต่ละงวด ทำให้เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยที่เรียกเก็บก็จะลดลงตามไปด้วย เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บ้าน เป็นต้น

 

โดยอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล จะอยู่ที่ร้อยละ 18 – 20 ต่อปี ดังนั้น หากมีเงินก้อน ควรนำไปโปะหนี้ประเภทนี้เป็นอันดับแรก เพราะจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องดอกเบี้ยลงได้

 

สำหรับหนี้บ้าน อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 – 7 ต่อปี โดยก่อนตัดสินใจโปะหนี้บ้าน ควรถามตนเองว่า สามารถหาช่องทางลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนมากกว่าร้อยละ 6 – 7 ต่อปีหรือไม่ ถ้าหาผลตอบแทนได้มากกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่าย ควรนำเงินไปลงทุน แต่ถ้าหาผลตอบแทนได้ต่ำกว่า ควรโปะหนี้ก่อน เพราะนอกจากจะประหยัดดอกเบี้ยแล้ว ยังผ่อนบ้านหมดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

 

  • การคิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่

 

การคิดอัตราดอกเบี้ยรูปแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้รถ โดยสถาบันการเงินจะคิดคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งก้อน แล้วนำดอกเบี้ยทั้งก้อนมากระจายเป็นจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละงวดพร้อมกับเงินต้น แปลว่า ถึงแม้จะมีการผ่อนเงินต้นในแต่ละงวด ดอกเบี้ยที่จ่ายก็ยังเท่าเดิม ดังนั้น อาจไม่จำเป็นต้องโปะหนี้ เพราะไม่ว่าจะโปะหนี้เพิ่มเท่าไรหรือเร็วขึ้นแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาระหนี้ลดลง

 

นำเงินก้อนไปลงทุน

 

ก่อนจะนำเงินไปลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักประเภทของการลงทุนและช่องทางการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่ โดยแบ่งประเภทได้ ดังนี้

 

  • ฝากเงินกับธนาคาร 

 

ซึ่งเป็นช่องทางเก็บเงินที่ง่าย และปลอดภัย ข้อดี คือ มีความเสี่ยงต่ำมาก สะดวก สามารถฝากถอนได้ตลอดเวลา ข้อเสีย คือ ผลตอบแทนต่ำ

 

  • ลงทุนในตราสารหนี้ 

 

ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้” ผู้ออกตราสารมีสถานะเป็น “ลูกหนี้” โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้รับ “เงินต้น” คืนเมื่อครบกำหนดอายุไถ่ถอน โดยตราสารหนี้ที่สามารถลงทุนได้ทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน ข้อดี คือ ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำถึงต่ำมาก ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ข้อเสีย คือ ผลตอบแทนที่ได้รับอาจต่ำกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายเป็นประจำ

 

  • ลงทุนในกองทุนรวม

 

กองทุนรวมมีหลากหลายประเภท ดังนั้น ควรศึกษานโยบายการลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ ก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อดี คือ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน (ผู้จัดการกองทุน) คอยดูแลเงินลงทุนให้ ซื้อขายได้ง่าย ผลกำไรที่ได้ไม่ต้องเสียภาษี และกองทุนบางประเภทสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ข้อเสีย คือ อาจขาดทุนจากราคากองทุนที่ลดต่ำลง การจ่ายปันผลไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของกองทุนนั้น

 

  • การลงทุนในหุ้น

 

หุ้น คือ ตราสารที่ผู้ถือหุ้นมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการ ตามสัดส่วนมูลค่าของหุ้นที่ถือครอง แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ์ ข้อดี คือ ผลตอบแทนสูงในระยะยาว ได้รับส่วนแบ่งกำไรในรูปของเงินปันผล ได้รับกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งกำไรจากการขายหุ้นจะได้รับการยกเว้นภาษีอีกด้วย ข้อเสีย คือ มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนอาจขาดทุนจากการขายหุ้น มีการจ่ายปันผลไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทที่เข้าไปถือหุ้น ดังนั้น ควรมีความรู้และศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เมื่อพิจารณาและมั่นใจว่า หากนำเงินไปลงทุนจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ประกอบกับมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการลงทุนแล้ว ก็ควรนำเงินไปลงทุน แต่ถ้ายังไม่มีช่องทางการลงทุน และอยู่ในช่วงศึกษาเรื่องการลงทุน ควรนำเงินไปโปะหนี้ก่อน

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาว่าจะนำเงินไปโปะหนี้หรือลงทุน ขึ้นอยู่กับสุขภาพทางการเงิน เช่น มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเพียงพอ จากนั้นจึงพิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

 

 

#WealthMeUp

Related Stories