×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

เปรียบเทียบ "หุ้นโรงไฟฟ้า" EGCO vs. RATCH

1,067

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

ในช่วงตลาดหุ้นผันผวน “หุ้นโรงไฟฟ้า” กลายเป็นขวัญใจของนักลงทุน เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในสภาวะไหน ธุรกิจโรงไฟฟ้าก็จะขายได้ตลอดเวลา เพราะว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้

 

ถ้าเอ่ยถึงหุ้นโรงไฟฟ้า นักลงทุนทุกคนมองว่าเป็นหุ้นที่มีความปลอดภัย (Defensive Stock) เพราะมีผลการดำเนินงานสม่ำเสมอไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นมากนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ราคาหุ้นไม่ผันผวนตามไปด้วย จึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวเพื่อเน้นรอรับเงินปันผล

 

โดยข้อดีของธุรกิจโรงไฟฟ้าที่น่าสนใจ เช่น บริษัทที่ผลิตไฟฟ้าขายได้เริ่มเข้าไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพลังงานเหล่านี้สามารถนำมาใช้ได้ด้วยต้นทุนจึงทำให้ต้นทุนในการผลิตปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

ธุรกิจโรงไฟฟ้ามีสัญญาซื้อขายไฟที่ชัดเจนกับการไฟฟ้าและผู้ซื้ออุตสาหกรรมอื่น ๆ และยังมีสัญญาขายไฟใหม่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีศักยภาพขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ทำให้รายได้และกำไรเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ

 

หากเอ่ยถึงหุ้นโรงไฟฟ้าที่โดดเด่นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมานาน คือ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) โดยทั้งบริษัทสองแห่งนี้มีจุดกำเนิดเหมือนกัน เริ่มจากการเป็นธุรกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของรัฐบาล และส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ

 

โดย EGCO ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นมหาชน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2537 ส่วน RATCH ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นมหาชน เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2543

 

สำหรับผู้ที่สนใจหุ้นไฟฟ้า ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูล ดังนี้

 

หนี้สิน

 

หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สูง ๆ ย่อมมีโอกาสเติบโตไม่ค่อยมาก เพราะศักยภาพการกู้เงินก็ลดลงถอยลง เนื่องจากติดเพดานหนี้สินต่อทุนที่มีการตกลงไว้กับสถาบันการเงิน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงควรดูระดับอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนทุน (D/E Ratio) ซึ่งอัตรา D/E Ratio ยิ่งต่ำยิ่งดี และควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าด้วย

 

แผนการเติบโต

 

นอกจากจะดูผลการดำเนินงานแล้ว ต้องดูการเติบโตในอนาคตด้วยว่ามีแผนการดำเนินธุรกิจอย่างไร เช่น แผนการเพิ่มโรงไฟฟ้าใหม่ การหาโครงการใหม่ ๆ การหาพันธมิตรร่วมลงทุน เป็นต้น ซึ่งแผนการที่ดีย่อมสร้างการเติบโตในระยะยาว

 

การกระจายความเสี่ยง

 

พิจารณาว่าบริษัทนั้นมีประเภทโรงไฟฟ้าไหนบ้าง รวมถึงมีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศหรือไม่ ที่สำคัญส่วนประเภทของเชื้อเพลิงการผลิตควรมีหลากหลาย ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานทดแทน เพราะถ้าครบเครื่องก็ถือเป็นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีการกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

 

ราคาหุ้น

 

การซื้อของดีในราคาแพงเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะมีหุ้นหลายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานดีแต่ราคาหุ้นวิ่งไปไกล ย่อมลดความคาดหวังในการสร้างผลตอบแทนและมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น ควรพิจารณาค่า P/E Ratio ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาดและกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

 

คำแนะนำนักวิเคราะห์

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากหุ้นตัวไหนที่นักวิเคราะห์แนะนำว่า “ซื้อ” สะท้อนให้เห็นว่ามีความน่าสนใจ เนื่องจากนักวิเคราะห์ได้ศึกษาข้อมูลและเข้าพบผู้บริหาร จากนั้นนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็นความเห็น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลบทวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์

 

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats