×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

เกษียณแล้ว! ลงทุนยังไงดี?

386

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

 

ข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย อธิบายกฎเหล็กของการเกษียณอายุ คือ ต้องสร้างความสมดุลระหว่างรายได้และการเติบโตในพอร์ตลงทุน โดยเป็นช่วงลงทุนเพื่อสร้างรายได้จากสินทรัพย์ (Recurring Income) และรักษามูลค่าของเงินที่ต้องใช้ในยามเกษียณ เพื่อไม่ให้ถูกกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งอาจทำให้มูลค่าเงินลงทุนเหลือน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ใช้ในช่วงเกษียณอายุ ดังนั้นการลงทุนในช่วงนี้จะเน้นรักษาเงินลงทุนเป็นหลัก หรือเป็น การให้ความสำคัญกับความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าผลตอบแทน

 

ช่วงวัยเกษียณ (อายุ 61 ปี จนถึงสิ้นอายุขัย) จะเป็นช่วงเวลาที่นำเงินเก็บที่สะสมมาใช้จ่าย จึงอาจไม่มีรายได้เพื่อนำมาสะสมเพิ่มแล้ว พอร์ตลงทุนควรเป็นพอร์ตที่สามารถรักษาเงินต้นได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญต้องให้ผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อได้ด้วย ดังนั้นสัดส่วนลงทุนส่วนใหญ่ควรเป็นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงสูงควรเหลือไม่มาก

 

จากข้อมูลที่กล่าวเอาไว้ว่าในช่วงก่อนเกษียณ เป้าหมายหลักการลงทุน คือ สร้างความมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงวัยเกษียณต้องให้น้ำหนักอำนาจซื้อควบคู่ไปกับสภาพคล่อง พูดง่ายๆ คนวัยเกษียณไม่ได้มุ่งหวังออมเงินหรือลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงๆ แต่เน้นความมั่นคงปลอดภัย

 

การจัดพอร์ตลงทุนของวัยเกษียณจึงเน้นเรื่องสภาพคล่องและช่องทางการลงทุนที่เหมาะสมกับวัยของตัวเอง เช่น ถ้านำเงินลงทุนทั้งหมดไปลงทุนพันธบัตรรัฐบาล อาจไม่ปลอดภัยเพราะกว่าจะได้ผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) อาจต้องรอถึง 6 เดือนหน้า และดอกเบี้ยที่ได้รับก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือชนะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น พอร์ตลงทุนแบบกลางๆ จึงอาจเหมาะสมของคนหลังเกษียณ

 

  • 30% : เงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งเบิกถอนได้เร็ว (ส่วนนี้เน้นในเรื่องการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน) หรือถ้ามีอายุเกิน 65 ปี สามารถแบ่งเงินบางส่วนไปฝากเงินออมไว้กับผลิตภัณฑ์การเงินที่ไม่ต้องเสียภาษี และได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าปกติด้วย
  • 40% : ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำเพื่อเพิ่มผลตอบแทน เช่น พันธบัตรรัฐบาล รวมทั้งกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งในและต่างประเทศ 
  • 15% : ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง เช่น หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และทองคำ (เป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ)
  • 15% : ลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพราะจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ และให้ผลตอบแทนต่อปีในระดับที่น่าประทับใจ

 

(ตัวอย่างการจัดพอร์ตลงทุนคนหลังเกษียณ สามารถปรับสัดส่วนได้ตามความเหมาะสมของตัวเอง)

 

นอกจากนี้ ควรวางกลยุทธ์การแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 3 ส่วน เพื่อใช้ในการบริหารเงินหลังเกษียณ 

 

  • ส่วนที่ 1 สัดส่วน 15% : เป็นเงินสภาพคล่องสูง ใช้จับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน
  • ส่วนที่ 2 สัดส่วน 70% : ลงทุนสินทรัพย์ที่ปลอดภัยเพื่อเพิ่มผลตอบแทน
  • ส่วนที่ 3 สัดส่วน 15% : ลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงสูง คาดหวังผลตอบแทนในระยะยาว

 

เทคนิคกลยุทธ์การแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 3 ส่วน คือ ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนส่วนที่ 2 เช่น 3% ส่วนที่ 3 เช่น 5% จากนั้นเมื่อส่วนที่ 2 ได้ผลตอบแทนตามเป้าก็ขายกำไรออกมา แล้วนำไปเก็บไว้ในส่วนที่ 1 และเมื่อส่วนที่ 3 ทำกำไรได้ตามเป้า ก็ขายกำไรแล้วนำมาลงทุนในส่วนที่ 2 ซึ่งข้อดีของกลยุทธ์นี้ คือ กำไรไม่มาก และขาดทุนไม่มาก เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัยและความเสี่ยงต่ำ (ส่วนที่ 1 และ 2) 

 

การลงทุนในวัยเกษียณ จะมีความแตกต่างจากช่วงก่อนเกษียณ คือ ต้องเน้นความปลอดภัยของเงินต้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและพิจารณาสินทรัพย์ลงทุนอย่างระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่ได้รับควรเท่ากับหรือมากกว่าเงินเฟ้อเพื่อไม่ให้สูญเสียอำนาจการซื้อ หากทำได้จะทำให้มีเงินกินอยู่สบายหลังเกษียณอย่างแน่นอน

 

#WealthMeUp

 

Related Stories

amazon anti fatigue mats