×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

ยุค AI มาเต็ม! ใครคือกลุ่มเสี่ยง…ตกงาน

65

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Youtube | Facebook | TikTokInstagramLine 

 

ในยุคที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานในหลายอาชีพ เทคโนโลยีที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ผู้ช่วย” ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแรงเปลี่ยนสำคัญของตลาดแรงงานโลก รวมถึงประเทศไทย

 

การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI ไม่ได้ส่งผลแค่รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ยังทำให้หลายอาชีพเริ่มเผชิญความเสี่ยงในการถูกทดแทนมากขึ้น นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของแรงงานยุคใหม่ ที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคนได้รับผลกระทบจาก Gen AI

 

จากการนำข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labour Force Survey: LFS) ไตรมาสสี่ ปี 2568 มาวิเคราะห์ร่วมกับกรอบการประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Gen AI ตามการศึกษาของ Gmyrek et al. (2025) พบว่า จากกำลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน มีแรงงานที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Gen AI ประมาณ 8.7 ล้านคน คิดเป็น 21.8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด และเมื่อแบ่งตามลักษณะผลกระทบที่ได้รับจาก AI สามารถสรุปได้ ดังนี้

 

1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน (Task Replacement) 

 

มีจำนวน 2.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 5.4% ของแรงงานทั้งหมด โดยเป็นกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนภาระงานตั้งแต่บางส่วนไปจนถึงทดแทนงานทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะการทำซ้ำและมีแบบแผนตายตัว แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป(55.8%) โดยจบจากสาขาบริหารธุรกิจมากที่สุด (41.8%) มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (53%)

 

2. กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงาน (Task Augmentation) 

 

มีจำนวน 6.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 16.3% ของแรงงานทั้งหมด เป็นกลุ่มที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนการทำงานในบางส่วน เนื่องจากภาระงานหลักส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ การประยุกต์ใช้ AI ในแรงงานกลุ่มนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี (72.7%) มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน มีอายุเฉลี่ย 42.3 ปี และทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก (37.3%) ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในภาคอื่นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

 

ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไรในยุค AI

 

1. การเร่งส่งเสริมการใช้ AI อย่างครอบคลุมและการยกระดับทุนมนุษย์

 

โดยภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับแรงงานในทุกระดับทักษะ เนื่องจากในระยะต่อไปประสิทธิภาพของ AI จะถูกพัฒนาให้สามารถทำงานทดแทนมนุษย์ได้มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ตลอดจนควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบประมวลผลให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

 

2. การปรับบทบาทของแรงงานทักษะสูงสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI”

 

แรงงานในกลุ่มทักษะสูงจำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะและความรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI (AI Literacy) เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบผลลัพธ์/การทำงานของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการกับข้อจำกัดเชิงเทคนิค เช่น การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ปัญหาอคติจากชุดข้อมูล และการรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

 

3. การพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลดิจิทัลและการใช้ AI 

 

โดยเฉพาะกลไกกำกับดูแลและกฎหมายที่เอื้อต่อการคุ้มครองแรงงานสิทธิของแรงงานทั้งในกระบวนการจ้างงาน การประเมินผล และการเลิกจ้างที่อาจมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบทางกฎหมายในกรณีที่ระบบ AI ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การทำสัญญา หรือการดำเนินงานอัตโนมัติที่ไม่มีมนุษย์กำกับ ทั้งนี้ ควรออกแบบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ AI ได้อย่างทันท่วงที

 

โลกการทำงานจากนี้ อาจไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง “คน กับ AI” แต่อาจเป็นการแข่งขันระหว่าง “คนที่ใช้ AI เป็น” กับ “คนที่ใช้ไม่เป็น”  ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาเร็วขึ้นทุกวันทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แค่ความเก่งในสายงาน แต่คือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับตัวให้ทัน และทำงานร่วมกับ AI ให้ได้

 

ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสที่ 1/2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

#WealthMeUp

Related Stories

amazon anti fatigue mats