โลกไม่ใช่ Zero-Sum Game เมื่อความสำเร็จไม่จำเป็นต้องมีผู้แพ้ แต่เป็นยุคที่ต้องเติบโตไปด้วยกัน
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram
เวทีเสวนาพิเศษระหว่าง Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF และ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนที่ 17 ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพมหานคร สะท้อนมุมมองสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว
หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นของ Kevin Warsh คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่เกมผู้แพ้-ผู้ชนะ (Economic growth is not zero-sum) เพราะเมื่อประเทศอื่นเติบโตได้ดี สหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกก็มีโอกาสได้ประโยชน์ตามไปด้วย
1. เศรษฐกิจโลกเชื่อมโยงกัน: จาก Spillover สู่ Spillback
ในอดีต ผู้กำหนดนโยบายมักมองผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นทางเดียว ว่าการตัดสินใจของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ จะส่งแรงกระเพื่อมออกไปสู่ประเทศอื่น หรือ Spillover เป็นหลัก
แต่ Kevin Warsh เน้นว่า โลกปัจจุบันยังมี Spillback หรือแรงสะท้อนกลับจากเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่สหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน เมื่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า การลงทุน และตลาดทุนเชื่อมโยงกันมากขึ้น ธนาคารกลางจึงไม่สามารถตัดสินใจโดยมองเพียงข้อมูลภายในประเทศได้อีกต่อไป
การรับฟังมุมมองจากเพื่อนร่วมกลุ่ม G20 จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการทูต แต่เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยง เพราะความมั่นคงของประเทศคู่ค้า คือส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง
2. AI และองค์ความรู้: สินค้าสาธารณะที่ควรแบ่งปัน
Kevin Warsh มองว่า AI คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกในช่วงชีวิตของเขา เขามองในแง่ดีว่า AI จะยกระดับผลิตภาพและสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แต่ก็เตือนว่าเส้นทางการเปลี่ยนผ่านจะ “ไม่ราบรื่น” และผลต่อการจ้างงานในระยะสั้นยังไม่แน่นอน
ในระยะกลาง AI อาจทำหน้าที่เป็นช็อกฝั่งอุปทานเชิงบวก (Positive Supply Shock) ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและขยายขีดความสามารถของเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นเพียงแรงกระตุ้นอุปสงค์ที่อาจกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น
โดยเฟดได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษ 5 ชุด เพื่อทบทวนการดำเนินนโยบายการเงิน ครอบคลุมการสื่อสาร นโยบายงบดุล ข้อมูลเศรษฐกิจ ผลิตภาพและการจ้างงาน รวมถึงกรอบการรับมือเงินเฟ้อ และผลการศึกษาและบทเรียนจากคณะทำงานเหล่านี้ควรกลายเป็นสินค้าสาธารณะของโลก (Global Public Goods) ที่ธนาคารกลางและ IMF ทั่วโลกนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่ง แต่คือการยกระดับความเป็นอยู่ร่วมกัน
3. “เงินเฟ้อ” ยังคงเป็นความท้าทายร่วมของหลายประเทศ
แม้เศรษฐกิจโลกจะยังคงยืดหยุ่นท่ามกลางความเสี่ยงด้านพลังงานและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เงินเฟ้อยังคงเป็นความท้าทายร่วมของหลายประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายแห่งได้ปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ตามพันธกิจของแต่ละประเทศ สำหรับสหรัฐฯ Kevin Warsh ย้ำว่าเฟดให้ความสำคัญกับเสถียรภาพราคา และยังไม่ “ตัดสินล่วงหน้า” ทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไป
ประเด็นสำคัญคือ การรับมือเงินเฟ้อไม่ใช่เกมที่ประเทศใดได้ประโยชน์โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุน เมื่อทุกเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน ความรับผิดชอบร่วมและความน่าเชื่อถือของนโยบายจึงเป็นรากฐานของความมั่นใจทั้งต่อภาคธุรกิจและประชาชน
4. ความน่าเชื่อถือ คืออำนาจที่แท้จริงของธนาคารกลาง
หลังดำรงตำแหน่งราว 5 เดือน ประธานเฟดเสนอบทเรียนสำคัญว่า ธนาคารกลางต้องกล้า “มองออกนอกหน้าต่าง” (Look out the window) กล่าวคือ เปิดรับความจริงที่เปลี่ยนไปในเศรษฐกิจจริง แทนที่จะยึดติดกับแบบจำลองหรือข้อมูลย้อนหลังเพียงอย่างเดียว
ในโลกที่เทคโนโลยี การค้า และโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็ว คำตอบที่ว่า “ทำแบบนี้มาตลอด” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป อนาคตของระบบการเงินโลกจึงขึ้นอยู่กับการสร้างกรอบคิดใหม่ ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของนโยบาย มากกว่าการแข่งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติใดชาติหนึ่งเพียงลำพัง
















