สิทธิที่ลูกจ้างต้องรู้ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง บังคับใช้ 1 ต.ค. 69
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
การจ้างงานปรับตัวดีขึ้น แต่คนทำงานยังมีเรื่องที่ต้องรู้และเตรียมรับมือ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า การจ้างงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้มีงานทำ 41.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1% จากไตรมาส 2 ปี 2568 ตามการขยายตัวของการจ้างงานทั้งในภาคเกษตรกรรมและนอกภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะสาขาก่อสร้างที่ขยายตัวสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา โดยอัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% หรือมีผู้ว่างงานประมาณ 4 แสนคน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 8.0% และผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11.3%
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่อาจกระทบตลาดแรงงานในระยะต่อไป ทั้งผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญต่อการจ้างงานภาคเกษตร การลักลอบประกอบอาชีพสงวนของแรงงานข้ามชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึง การบังคับใช้กฎหมายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
กองทุนนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างควรทำความเข้าใจ เพราะจะเกี่ยวข้องกับสถานประกอบการกว่า 107,000 แห่ง และลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร?
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นเงินก้อนให้แก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน โดยมาจากเงินสมทบร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง
กฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยคาดว่าในปี 2569 จะมีสถานประกอบการที่อยู่ในข่ายต้องนำส่งเงินสมทบกว่า 107,000 แห่ง หรือคิดเป็น 80.7% ของสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ครอบคลุมลูกจ้างราว 5.7 ล้านคน
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ลูกจ้างจำนวนหนึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของกองทุนฯ โดยผลการศึกษาพบว่า ลูกจ้างส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิกรณีเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ
ดังนั้น การสร้างความรู้ความเข้าใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายควรเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนกฎหมายจะเริ่มมีผลบังคับใช้
3 เรื่องต้องรู้ “กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”
1. ใครต้องเข้าร่วมกองทุน
สถานประกอบการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และไม่มีการจัดสวัสดิการในลักษณะเดียวกันตามกฎหมายอื่น เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
2. อัตราเงินสะสม และเงินสมทบ
ช่วงแรก ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 นายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายเงินสมทบ ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง
หลังจากนั้น ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป อัตราเงินสมทบจะเพิ่มเป็น ฝ่ายละ 0.5% ของค่าจ้าง
3. หากไม่ปฏิบัติตาม มีโทษอะไรบ้าง
นายจ้างที่ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ /ไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนด หรือแจ้งข้อมูลเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนกรณีไม่นำส่งเงินสมทบ หรือส่งไม่ครบถ้วน ต้องชำระ เงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือน ให้แก่กองทุน
เตรียมตัวก่อนกฎหมายเริ่มบังคับใช้
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่เพียงเรื่องของ “นายจ้างที่ต้องจ่ายเงิน” แต่เป็นเรื่องที่ลูกจ้างควรรู้ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิและหลักประกันเมื่อออกจากงาน
ดังนั้น ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่ายควรทำความเข้าใจสิทธิ หน้าที่ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน รวมถึงเตรียมระบบสำหรับการขึ้นทะเบียน การนำส่งเงินสมทบ และการติดตามการดำเนินงาน
















