×

Wealth Me Up ให้เงินทำงาน

เลือก "บัญชีซื้อขายหุ้น" ให้โดนใจ

3,454

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

บัญชีเงินสด (Cash Account)

 

คือ บัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุนสามารถสั่งซื้อหุ้นเท่ากับวงเงิน ที่ได้รับ ซึ่งวงเงินจะขึ้นอยู่กับบัญชีที่นักลงทุนแสดงไว้กับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีเอาไว้ส่วนใหญ่ โบรกเกอร์จะดูบัญชีของนักลงทุน ได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคารหรือไม่ก็เงินที่ลงทุนในกองทุนรวม

 

บัญชีเงินสด เป็นบัญชีประเภท “ลงทุนก่อน จ่ายเงินทีหลัง” โดยโบรกเกอร์จะดูวงเงินในการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละรายตามฐานะทางการเงิน หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้

 

เมื่อได้รับการอนุมัติวงเงินแล้ว นักลงทุนต้องวางหลักประกัน 15% ของวงเงินดังกล่าวไว้กับ โบรกเกอร์ เช่น ถ้าได้รับอนุมัติวงเงิน 100,000 บาท ต้องวางหลักประกัน 15,000 บาท แต่ถ้าวาง หลักประกันไม่ครบจะได้รับอนุมัติวงเงินไม่ถึงตามที่อนุมัติไว้ก่อนหน้า ซึ่งหลักประกันนี้เป็นเงินสด หรือหลักทรัพย์ก็ได้ ถ้าเป็นเงินสด นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยด้วย

 

ข้อดีของบัญชีประเภทนี้อยู่ที่การชำระเงินค่าซื้อหุ้น ซึ่งไม่ต้องชำระเงินทันที แต่โบรกเกอร์จะตัดเงินค่าซื้อหุ้นจากบัญชีเงินฝากหรือกองทุนรวมที่ได้แจ้งเอาไว้กับโบรกเกอร์ในวันทำการที่ 2 จากวันที่สั่งซื้อหุ้น (T+2) เช่น ซื้อหุ้นวันจันทร์ เงินจะถูกตัดบัญชีในวันพฤหัสบดี หรือหากเป็นการขายหุ้น นักลงทุนก็จะได้รับเงินจากการขายหุ้นในวันทำการที่ 2 จากวันที่สั่งขายหุ้นเช่นกัน

 

ดังนั้น บัญชีเงินสดจึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนมือใหม่และนักลงทุน ที่มีวินัยในการลงทุน และคิดว่าตัวเองสามารถ ควบคุมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance / Cash Deposit)

 

คือ บัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุน ต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขาย หากสั่งซื้อหุ้น เงินจะถูกหักออกจากบัญชีทันที ดังนั้น ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายนักลงทุนต้องตรวจสอบว่ามีเงินในบัญชีที่เพียงพอสำหรับ ชำระค่าซื้อหุ้นหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ “จะซื้อต้องมีเงิน จะขายต้องมีหลักทรัพย์” นั่นเอง

 

กรณีที่วงเงินไม่พอกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อ ก็สามารถโอนเงินเพิ่มเข้าบัญชีได้ โดยเงินสดที่ฝากไว้จะได้รับดอกเบี้ยเช่นเดียวกับบัญชีเงินสด ส่วนการขาย นักลงทุนจะส่ง คำสั่งขายได้ก็ต่อเมื่อมีหลักทรัพย์คงเหลืออยู่ในบัญชีเช่นกัน

 

ดังนั้น บัญชีแคชบาลานซ์จึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก ต้องการ จำกัดวงเงินการลงทุน หรือกลัวว่าจะเผลอลงทุนเกินจำนวนเงินที่มีซึ่งปัจจุบันโบรกเกอร์ส่วนใหญ่นิยมให้ลูกค้าเปิดบัญชีประเภทนี้

 

บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account)

 

เป็นบัญชีที ่โบรกเกอร์เปิดเพื่อให้สินเชื่อกับนักลงทุนในการลงทุนซื้อหุ้น โดยนักลงทุนจ่ายเงินซื้อเอง ส่วนหนึ่ง ที่เหลือโบรกเกอร์จะเป็นฝ่ายจ่าย ซึ่งเงินที่โบรกเกอร์จ่ายให้นั้น ถือว่าเป็นเงินส่วนที่ นักลงทุนกู้จากโบรกเกอร์นั่นเอง

 

บัญชีประเภทนี้กล่าวง่ายๆ คือ “มีเงินส่วนหนึ่ง กู้เพื่อลงทุนอีกส่วนหนึ่ง” โดยนักลงทุนต้องนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันการชำระหนี้ก่อนซื้อหุ้นตามสัดส่วนที่โบรกเกอร์ กำหนด เช่น กำหนดสัดส่วนที่ 50% ของวงเงินกู้ ดังนั้น ในการซื้อหุ้น 100 บาท นักลงทุนออกเงินตัวเอง 50 บาท ใช้เงินโบรกเกอร์อีก 50 บาท แน่นอน… นักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย สำหรับเงินกู้ด้วย

 

ข้อควรระวังในการเลือกใช้บัญชีประเภทนี้ คือ วงเงินกู้ยืมอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามราคาหุ้นที่วาง เป็นหลักประกันไว้ ถ้าราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมากๆ จนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด โบรกเกอร์อาจบังคับให้ลูกค้าวางหลักประกันหรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจบังคับขาย (Forced Sell) หุ้นดังกล่าวเพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ที่สำคัญ การซื้อขายในบัญชีมาร์จิ้นจะสามารถซื้อขายได้เฉพาะหุ้นที่โบรกเกอร์กำหนดให้ซื้อขาย ผ่านบัญชีมาร์จิ้นได้เท่านั้น

 

ดังนั้น บัญชีมาร์จิ้นจึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนสูง มีความสามารถในการลงทุน และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดี

 

เพราะฉะนั้นก่อนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น นักลงทุนต้องถามตัวเองก่อนว่ามีสไตล์การลงทุนแบบไหน จากนั้นดูข้อมูล รายละเอียด เงื่อนไขต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ซึ่งแตกต่างกัน ในแต่ละโบรกเกอร์ ดังนั้น ต้องถามเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น

 

 

#WealthMeUp

 

ที่มาข้อมูล : https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=decode_begin_invest_6&innerMenuId=17%E0%B8%83

Related Stories

amazon anti fatigue mats