×

Wealth Me Up ข่าวสั้น ทันเศรษฐกิจ

“ทองคำ” ไปต่อหรือพอแค่นี้

3,403

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

เมื่อราคาทองคำพุ่งแรง Wealth Me Up สัมภาษณ์พิเศษคุณพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับ คำถามที่ทุกคนอยากรู้ ‘ไปต่อ…หรือพอแค่นี้’

 

เมื่อ “ทองคำ” แตะระดับสูงสุดใหม่ $1,981

 

 

ราคาทองคำปิดตลาดในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค.เหนือ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมกับปิดตลาดรายสัปดาห์ในแดนบวกเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกันซึ่งยาวนานสุดนับตั้งแต่ปี 2011

 

แต่ราคาทองคำไม่หยุดอยู่แค่นั้น วันจันทร์ที่ 27 ก.ค. ราคาทองคำทะลุ 1,920.97 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดใหม่) วันอังคารที่ 28 ก.ค. ราคาทองคำในตลาดเอเชียแตะ 1,981 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง) ขณะที่ราคาทองคำในประเทศทะยานขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่บริเวณ 29,300 บาทต่อบาททองคำเช่นกัน

 

ครึ่งปีนักลงทุน “ทองคำ” กวาดผลตอบแทน 29%

 

 

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (วันที่ 29 ก.ค.) ราคาทองคำในตลาดโลก (Gold Spot) ปรับตัวสูงขึ้น 434 ดอลลาร์ หรือเกือบ +29% โดยระดับสูงสุดของปีนี้ (ระดับสูงสุดใหม่) ที่ 1,981 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อเช้าวันที่ 28 ก.ค.

 

 

และราคาทองคำในประเทศ ปรับตัวสูงขึ้น 7,450 บาทต่อบาททองคำ หรือเกือบ +35% (จากราคาเปิดที่ 21,650 บาทต่อบาททองคำ สู่ระดับ 29,100 บาทต่อบาททองคำ) โดยมีระดับสูงสุดของปีนี้ (ระดับสูงสุดใหม่) ที่ 29,300 บาทต่อบาททองคำ เมื่อเช้าวันที่ 28 ก.ค.

 

5 ปัจจัยหนุนทองคำ

 

  • การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์

 

ดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าอย่างหนัก  โดยได้รับแรงกดดันจากสกุลเงินยูโรที่แข็งค่าขานรับการที่ผู้นำสหภาพยุโรป (EU) บรรลุข้อตกลงกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.50 แสนล้านยูโร ประกอบกับเกิดแรงเทขายดอลลาร์ จากความวิตกเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องของ COVID-19 และความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐ ส่งผลให้ดอลลาร์แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่พ.ค.ปี 2018 เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 ก.ค.

 

  • ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

 

ความตึงเครียดระหว่าง 2 มหาอำนาจระลอกใหม่เกิดขึ้น หลังรัฐบาลสหรัฐสั่งให้จีนปิดสถานกงสุลที่เมืองฮิวสตัน และจีนตอบโต้ด้วยการสั่งให้สหรัฐปิดสถานกงสุลในเมืองเฉิงตู ประกอบกับรายงานจากสำนักข่าว BBC เรื่อง FBI ของสหรัฐได้จับกุมนักวิจัยจีน 4 ราย เนื่องจากปกปิดความเกี่ยวพันของพวกเขากับกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ของจีนในการทำวีซ่าเข้าสหรัฐ  โดย FBI เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่จีนจะหาประโยชน์จากสถาบันวิชาการของสหรัฐ

 

  • การคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)และรัฐบาลของสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางการเงิน และการคลังเพิ่มเติม

 

(ด้านการคลัง) วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกันได้เปิดรายละเอียดแผนช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ที่มีวงเงิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ (ด้านการเงิน) ตลาดยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)อาจส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.นี้ โดยเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางการเงิน และการคลังจะกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยหนุนทองคำ

 

  • ความวิตกเกี่ยวกับการระบาดของ COVID-19 ในสหรัฐ

 

การระบาดของ COVID-19 ทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตคิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 ของทั่วโลก  และมีผู้ติดเชื้อ COVID-19 กว่า 4 ล้านคน  เท่ากับว่าชาวอเมริกันอย่างน้อย 1 ใน 79 คนติดเชื้อ COVID-19 และบางรัฐเริ่มตัดสินใจ “จำกัด” การดำเนินธุรกิจและการให้บริการบางอย่าง  หรือ  “ระงับ” แผนการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ

 

  • กระแสเงินทุนไหลเข้าสู่การลงทุนทองคำ โดยเฉพาะกองทุน SPDR

 

ปัจจุบันกองทุน SPDR ถือครองทองคำที่ระดับ 1,243.12 ตัน ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันกองทุน SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้วถึง +349.87  ตัน   สะท้อนกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองแข็งแกร่งซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ

 

จับตา 2 ปัจจัยทำ “ทองคำเปลี่ยนทิศ”

 

  • แรงขายทำกำไร

 

เนื่องจากความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้นักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากเผชิญกับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin call) ดังนั้นจึงทำการเทขายทุกสินทรัพย์ที่สามารถทำได้  เป็นที่มาของแรงขายทำกำไรในทองคำเพื่อนำเงินไปใช้เติมเงินหลักประกัน(Margin call) รวมถึงชดเชยผลขาดทุน

 

  • ความคืบหน้าเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้าน COVID-19

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่าในปัจจุบันนั้นเรามีวัคซีนต้นแบบของที่ทำขึ้นมาเพื่อรักษาโรคโควิด-19 อยู่มากกว่า 110 ตัว

 

ในปัจจุบันทั่วโลก มีวัคซีนที่ได้ทดลองในมนุษย์แล้วทั้งสิ้น 6 ตัว และมี 5 โครงการ จากประเทศยักษ์ใหญ่ (สหรัฐอเมริกา จีน อังกฤษ และเยอรมนี) ที่เชื่อว่าจะสามารถผลิตวัคซีนได้ภายในปี 2020 และอย่างเร็วสุด คือ ในเดือนกันยายนนี้ แต่ก็คาดการณ์ว่ากว่าจะใช้จริงและทำให้เศรษฐกิจกลับมาเดินหน้าได้ปกติอาจต้องใช้เวลานับปี

 

อย่างไรก็ดีหากเกิดการร่วมมือกันทั่วโลกจนทำให้สามารถกระจายวัคซีนได้อย่างทั่วถึง และส่งผลต่อให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวขึ้น จนทำให้ธนาคารกลางและรัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกเริ่ม “ถอน” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการเงินการคลัง ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงแรงได้เช่นกัน

 

YLG แนะอย่าไล่ราคา ตั้งจุด Cut Loss ทุกครั้ง

 

 

ในช่วงที่เหลือของปี 2020 YLG ประเมิน “เป้าหมาย” ของปีนี้อยู่ที่ระดับ 2,000-1,981 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 29,900-29,600 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่และเป็นโซนแนวต้านทางจิตวิทยา แต่หากราคาผ่านขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านแรกได้อย่างมั่นคง ประเมินแนวต้านถัดไปสำหรับปีนี้อยู่ที่ระดับ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 31,400 บาทต่อบาททองคำ

 

สำหรับ “แนวรับแรก” ของปีนี้ อยู่บริเวณ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่ราคาร่วงลงไปทดสอบหลังจากที่พุ่งทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์  หากหลุดประเมินแนวรับถัดไปในโซน  1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์  ซึ่งเคยเป็นระดับสูงสุดของราคาช่วงเดือน ต.ค. ปี 2012- เดือน ก.พ. ปี 2011 และเคยเป็นจุดแนวต้านสำคัญที่เมื่อราคาผ่านได้ก็มีแรงซื้อผลักดันให้ราคาพุ่งขึ้นอีกเกือบ 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

แม้ระยะยาวทองคำจะเป็นบวก แต่จะเห็นได้ว่าระยะสั้นมีแรงขายออกมาจนราคาทิ้งตัวลงอย่างมาก ส่งผลให้มุมมองเชิงบวกในระยะสั้นลดลง ประกอบกับราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ดังนั้น “จึงไม่แนะนำให้นักลงทุนไล่ราคา  รวมถึงประเมินความเสี่ยงที่รับได้ก่อนเข้าสถานะ  พร้อมตั้งตัดขาดทุนทุกครั้งหากราคาไม่เป็นไปตามคาดการณ์

 

สำหรับนักลงทุนที่ถือทองคำไว้ แนะนำแบ่งทองคำออกขายทำกำไร เมื่อราคาปรับตัวขึ้นเข้าใกล้แนวต้านบริเวณ เพื่อลดความเสี่ยง โดยหากราคาผ่านได้สามารถชะลอการขายไปที่แนวต้านถัดไป และควรติดตามการเคลื่อนไหวของราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมตั้งจุดทำกำไรจุดตัดขาดทุนเพื่อเป็นการวางแผนการลงทุนล่วงหน้า

 

โดยแนะนำแบ่งทองคำออกขายเพราะหากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านไปได้ เนื่องจากอาจได้เห็นการอ่อนตัวลงของราคา  โดยประเมินแนวรับแรกที่ 1,906-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 28,400-28,300 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งอาจใช้เป็นจุดเข้าซื้ออีกครั้ง

 

แต่หากหลุดแนวรับที่ 1,906-1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มุมมองเชิงลบในระยะสั้นจะชัดเจนขึ้น จึงแนะนำว่าให้นักลงทุนถอยจุดซื้อไปยังแนวรับถัดไปในโซน 1,878-1,853 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 27,950-27,600 บาทต่อบาททองคำ

 

 

#WealthMeUp

Related Stories