4 เรื่องต้องรู้! ก่อน ‘ส่งต่อมรดก’
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า…นอกจากวางแผนให้มีชีวิตที่ดีในวันที่ยังมีลมหายใจแล้ว ต้องไม่ลืมวางแผนส่งต่อสิ่งที่เราตั้งใจหามาทั้งชีวิตให้กับคนที่เราอยากให้เขาได้รับด้วย
มาดู 4 เรื่องต้องรู้! ก่อนทำพินัยกรรมการเงิน เพื่อส่งต่อมรดกให้กับคนที่เรารัก
‘ทําบัญชี’ ทรัพย์สิน – หนี้สิน – ประกัน
จดบัญชีสิ่งต่างๆ ที่เรามีเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งอาจจดไว้ในสมุดและเก็บไว้ในตู้ห้องนอน หรือพิมพ์บันทึกไว้ใน Share File และให้คนใกล้ตัวเข้าถึงได้
โดยควรระบุรายละเอียด ที่เพียงพอในการสืบค้นหรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น
- ชื่อธนาคาร, ชื่อบริษัทประกัน, ชื่อ บลจ., ชื่อ บล. ที่มีบัญชีอยู่ โดยควรมีเลขบัญชี/เลขกรมธรรม์ด้วย
- ความคุ้มครองของประกันที่ถืออยู่ เช่น คุ้มครองกรณีเสียชีวิต, คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล และควรระบุวงเงินความคุ้มครองในกรณีต่างๆ ไว้ด้วย
- อสังหาริมทรัพย์ ควรระบุ เลขโฉนด ทำเลที่ตั้งและลักษณะ เช่น ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง คอนโดมิเนียม ฯลฯ
- ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น เครื่องประดับ ของสะสม ฯลฯ โดยระบุสถานที่จัดเก็บเพื่อให้พอสืบค้นได้ เช่น อยู่ตู้เซฟธนาคารไหน เป็นต้น
‘ทำพินัยกรรม’ ระบุคนรับให้ชัดเจน
ในวันที่เราจากไป หากไม่มีการทำพินัยกรรมไว้ มรดกต่างๆ จะถูกส่งต่อโดยใช้หลักของทายาทโดยธรรม ซึ่งมีการระบุลำดับการรับและสัดส่วนที่ญาติแต่ละลำดับจะได้รับไว้ ซึ่งทายาทโดยธรรมที่ว่า ได้แก่
1. คู่สมรส ที่จดทะเบียนสมรสตามกฏหมาย
2. ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน)
3. บิดามารดา
4. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
5. พี่น้องต่างบิดาหรือต่างมารดา
6. ปู่ ย่า ตา ยาย
และ 7. ลุง ป้า น้า อา
ซึ่งการแบ่งมรดกจะใช้หลักการ “ญาติสนิทตัดสิทธิญาติห่าง” ทายาทลำดับต้นมีสิทธิรับมรดกก่อนทายาทลำดับหลัง แต่มีข้อยกเว้นสำหรับทายาทลำดับที่ “ผู้สืบสันดาน” และ “บิดามารดา” จะไม่ตัดสิทธิกันเอง ส่วน “คู่สมรส” ก็จะไม่ได้ตัดทายาทโดยธรรมอื่นออก แต่ก็จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกที่เท่ากับหรือมากกว่าทายาทอื่น
‘แบ่งทรัพย์’ ให้ชัดและเหมาะสม
ยกทรัพย์สินให้เหมาะกับคนรับ เช่น พินัยกรรมระบุยกบ้านที่อยู่อาศัยให้ภรรยา เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีคนดูแลรักษาบ้าน ไม่ให้เสื่อมโทรม หรือถูกนำไปขายทั้งที่คนในครอบครัวยังจำเป็นต้องใช้อยู่อาศัย ยกธุรกิจ/กิจการ ให้ลูกคนที่มาช่วยงานบริหารเพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องสะดุด
ทรัพย์สินแต่ละอย่างมูลค่าย่อมต่างกัน เป็นธรรมดาที่สมาชิกในครอบครัวที่ใกล้ชิด ดูแลหรือช่วยเหลือเรามาโดยตลอดจะคาดหวังมูลค่ามรดกที่ไม่น้อยไปกว่าคนอื่น การนำเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันชีวิตคุ้มครองตลอดชีพหรือแบบชั่วระยะเวลา เพื่อให้มีเงินเอาประกันก้อนโต พร้อมกับระบุให้ผู้รับผลประโยชน์แต่ละคนได้สัดส่วนที่ต่างกัน ก็เป็นตัวช่วยให้คนในครอบครัวได้มรดกและเงินเอาประกันในมูลค่าที่เหมาะสมและเป็นไปตามเจตนาของเราได้
อย่าให้ ‘หนี้สิน’ เป็นภาระที่ถูกส่งต่อ
ในวันที่ต้องจากโลกนี้ไปคงไม่มีใครอยากจะทิ้งภาระก้อนโตเอาไว้ เช่น หนี้บ้าน ที่แทบทุกคนต้องมี แม้ว่าตามกฎหมายแล้วเจ้าหนี้จะเรียกร้องหนี้สินได้ไม่เกินทรัพย์สินหรือกองมรดกที่มี แต่หากทรัพย์สินที่เป็นเงินสดทั้งหมดที่เรามียังไม่เพียงพอชำระหนี้สิน เจ้าหนี้ก็มีความจำเป็นต้องนำบ้านไปขายทอดตลาด เพื่อนำมาชำระหนี้ และคืนเงินส่วนต่างให้กับทายาท
ดั้งนั้นควรเตรียมทรัพย์สินให้พร้อมชำระหนี้ คนวัยทำงานที่มีหนี้บ้าน แม้มีเงินเก็บมากพอปิดหนี้ที่มี แต่ก็เลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในบัญชีเผื่อไว้ใช้จ่ายหรือเป็นเงินลงทุน หากเราแยกเงินเก็บให้ชัดเจนและสื่อสารกับคนในบ้านให้รู้ว่าได้มีเงินส่วนนี้เพื่อสำรองไว้ปิดหนี้ ก็จะลดความกังวลใจส่วนนี้ลงได้ ไม่ว่าเงินที่ว่าจะเป็นเงินฝากกองทุนรวม หรือแม้แต่กองทุน RMF/ThaiESG ก็ตาม ที่หลังจากเราจากไปทายาทก็สามารถไถ่ถอนเงินดังกล่าวมาปิดหนี้ได้
สำหรับคนที่ยังมีทรัพย์สินไม่มากนักประกันชีวิตเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้ภาระหนี้สินไม่ถูกส่งต่อได้ซึ่งหลักๆ แบ่งได้เป็น
- ประกันชีวิตคุ้มครองหนี้สิน ซึ่งมักเรียกว่า MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance) ที่หากเราจากไปบริษัทประกันจะนำเงินเอาประกันไปชำระหนี้ธนาคาร หากมีเงินเหลือก็จะมอบให้แก่ทายาท
- ประกันชีวิตแบบตลอดชีพหรือแบบชั่วระยะเวลา ที่หากเราจากไปบริษัทประกันจะนำเงินเอาประกันไปมอบให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้ และผู้รับผลประโยชน์นั้นจึงตัดสินใจว่าจะนำเงินที่ได้รับนี้ไปชำระหนี้สิน หรือเก็บไว้ใช้จ่ายเรื่องอื่นก็ได้
การทำ “พินัยกรรมการเงิน” ไม่เพียงสร้างความสบายใจ แต่ยังสร้างความมั่นใจว่าทรัพย์สินเงินทองของเราจะตกอยู่กับคนที่เราอยากให้เท่านั้น ดังนั้นในวันที่เรามีชีวิตและมีสติสัมปชัญญะหรือยังจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ดี เราก็ควรวางแผนจัดการเรื่องเหล่านี้เอาไว้จะดีกว่า

















