การพัฒนาคนเรื่องด่วนที่ควรทำตั้งแต่เมื่อวาน
ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…
Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line
ในเวที “Policy Forum: การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์” ภายในงาน Policy Watch Connect 2026 ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เน้นย้ำว่า การพัฒนาทักษะและคุณภาพคนต้องทำตลอดชีวิต โดยต้องเริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เพื่อเกิดเป็น “ทุนตั้งต้นที่ดี” สำหรับชีวิตก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ช่วงปฐมวัยที่นับเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะหากเด็กไม่ได้รับการพัฒนาในช่วงวัยนี้ ต่อให้จะได้รับการศึกษาที่ดีอย่างไร ก็ยากที่จะดึงทุนมนุษย์ขึ้นมาได้
ด้วยเหตุนี้ ช่วงปฐมวัยจึงเปรียบเสมือน “เวลาทอง” ของการพัฒนาคน

“หากมีการลงทุนในทุนมนุษย์มากเท่าใด ประเทศก็จะยิ่งได้ผลตอบแทนเร็วเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อมองกลับมาดูประเทศไทย จากการประเมินพบว่าการลงทุนในช่วงวัยนี้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก” ดร.สมชัย ระบุ
ข้อมูลสะท้อนปัญหาอย่างชัดเจน มีเด็กเกิดใหม่กว่า 70% เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมจะดูแลให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกัน ตัวเลขจากธนาคารโลกชี้ว่า เด็กไทยที่เกิดใหม่จะสามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพเพียง 61% เท่านั้น
ขณะเดียวกันแม้ภาครัฐมีนโยบายคุ้มครองทางสังคม โดยมีเงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิด ที่จะช่วยให้เด็กมีคุณภาพชีวิตดี ได้รับการดูแลทั่วถึง และลดความเหลื่อมล้ำได้ แต่กระนั้นในความเป็นจริงยังมีครอบครัวยากจนราว 34 % กลับ “ตกหล่น” ไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว
แม้ในตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีความพยายามผลักดันจากหลายภาคส่วนให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดนี้เป็นสวัสดิการถ้วนหน้า แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ โดยคำตอบเดียวที่ได้รับกลับมาจากผู้กำหนดนโยบายซ้ำๆ คือ “ไม่มีงบประมาณ”
ดร.สมชัย ตั้งคำถามด้วยว่า สาเหตุที่เงินอุดหนุนสวัสดิการเด็กแรกเกิดไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง เป็นเพราะมิติในเชิงการเมืองหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในการให้ความสำคัญในอันดับต้นๆ ของผู้ดำเนินนโยบายจึงถูกผลักไปอยู่ลำดับท้ายเสมอ ทั้งที่หากคำนวณเงินที่จะลงทุนกับมนุษย์ในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ 3-4 พันล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเลยเมื่อเทียบกับความสำคัญของปัญหา และผลลัพธ์ที่ประเทศจะได้รับในอนาคต
ครอบครัวแหว่งกลาง กับโจทย์การดูแลเด็กเล็ก
อีกประเด็นที่สะท้อนโครงสร้างสังคม คือ ครอบครัวแหว่งกลาง ที่เมื่อพ่อแม่ต้องทำงาน ทำให้ไม่สามารถดูแลลูกได้ จึงต้องส่งลูกไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยง คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ผู้สูงอายุสามารถที่จะเลี้ยงหลานให้เติบโตเต็มศักยภาพได้หรือไม่?
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ใกล้บ้าน และมีคุณภาพจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้ แต่ศูนย์พัฒนาเด็กในปัจจุบัน ยังขาดคุณภาพ เป็นเพียงสถานที่ให้เด็กมากินและนอน โดยไม่กระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสม ทำให้เวลาทองของเด็กสูญเปล่า อีกยังกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของเด็กไว้ที่ 3 ขวบ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของพ่อแม่วัยทำงาน ทำให้สุดท้ายเด็กก็จะต้องถูกต้องไปอยู่กับปู่ย่าตายายเช่นเดิม รัฐบาลจึงควรยกระดับคุณภาพศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน และลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำลงเพื่อแก้ปัญหาครอบครัวแหว่งกลางอย่างเป็นระบบ
แรงงานไทยหลายสิบล้านคนทำงานต่ำกว่าศักยภาพ
ปัญหาทุนมนุษย์ไม่ได้จบแค่ปฐมวัย ในวัยแรงงาน ปัญหาก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น ดร.สมชัย ชี้ว่า แรงงานไทยกว่า 56% ทำงานไม่ตรงกับสาขาที่จบมา ถือว่าสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD ถึงราว 30% โดยพบมากในสาขามนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
และยังพบด้วยว่า แรงงานจำนวนมากทำงานต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่เรียนมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ราว 27% สะท้อนปัญหาทั้งด้านหลักสูตรการศึกษาและโครงสร้างตลาดแรงงานที่ไม่สามารถรองรับได้ ขณะที่บางสาขา โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เกิดภาวะแรงงานล้นตลาด และทักษะไม่ตรงกับความต้องการของนายจ้าง หรือ Mismatch
เมื่อพัฒนาแรงงานได้ไม่ดีพอที่จะตอบสนองประเด็นทางเศรษฐกิจ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ภาวะเชิงมหภาค คือ สัดส่วนรายได้ของแรงงานในจีดีพีค่อนข้างนิ่ง ผลตอบแทนที่ควรกลับไปสู่แรงงานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังอยู่ในระดับสูง
ต้นตอสำคัญของปัญหานี้ มาจากการไม่บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษา กับความต้องการของนายจ้าง รวมถึงระบบแนะแนวในโรงเรียนที่พบปัญหาว่า ครูแนะแนวจำนวนมากไม่เข้าใจตลาดแรงงานจริง ทำให้ไม่สามารถให้คำแนะนำที่มีคุณภาพพอที่จะตอบโจทย์ได้ ดังนั้นครูแนะแนว ควรแนะแนวอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่คนที่ถูกจิ้มมาให้ทำหน้าที่ และเพิ่มประสิทธิภาพการจับคู่งานผ่านแพลตฟอร์ม รวมถึงการพัฒนาทักษะแบบ Demand Driven ที่เชื่อมโยงกับระบบการศึกษาอย่างแท้จริง
ดร.สมชัย เสนอว่า การอบรมแรงงานขนาดใหญ่ควรเป็น “นโยบายแห่งชาติ” และควรติดหนึ่งในสามนโยบายหลักของทุกพรรคการเมือง โดยจัดสรรงบประมาณให้เพิ่มขึ้น 5-10 เท่าจากปัจจุบัน และต้องเป็นไปแบบ Demand Driven อย่างแท้จริง ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
















